วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

ปัพพะโตปะมะคาถา อนุโมทนาคาถา..ยะถาปิ เสลา วิปุลา ภูเขาทั้งหลาย ล้วนด้วยหิน นะภัง อาหัจจะ ปัพพะตา อันไพบูล สูดจดฟ้า สะมันตา อะนุปะริเยยยุง กลิ้งบดสัตว์มาทั้ง ๔ ทิศ นิปโปเถนตา จะตุททิสา แม้ฉันใด เอวัง ชะรา จะ มัจจุ จะ ความแก่ และ ความตาย ย่อมครอบงำสัตว์ อะธิวัตตันติ ปาณิโณ ทั้งหลาย ฉันนั้น ขัตติเย พฺราหฺมเณ เวสเส เป็นกษัตริย์ก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม สุทเท จัณพาละปุกกุเส เป็นพลเมืองก็ตามเป็นไพร่ก็ตาม เป็นครึ่งชาติก็ตาม นะ กิญจิ ปะริวัชเชติ เป็นกุลีเทหยากเยื่อก็ตามมิได้เว้นสิ่งไรๆ ไว้ สัพพะเมวาภิมัททะติ ย่อมครอบงำสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงทีเดียว นะ ตุตถะ หัตถีนัง ภูมิ ภูมิแห่งช้างทั้งหลายย่อมไม่มีย่อมไม่มีในชราและมรณะนั้น นะ ระถานัง นะ ปัตติยา ภูมิแห่งรถทั้งหลาย แห่งพลเดินเท้า ย่อมไม่มี นะ จาปิ มันตะยุทเธนะ อนึ่ง อันใคร ๆ ไม่อาจเพื่อจะชนะชรามรณะนั้น สักกะ เชตุง ธะเนนะ วา ด้วยการสู้รบ ด้วยเวทมนตร์หรือด้วยทรัพย์ ตัสมา หิ ปัณฑิโต โปโส เหตุนั้นแล ผู้เป็นบัณฑิต สัมปัสสัง อัตถะมัตตะโน เมื่อเห็นประโยชน์ของตน พุทเธ ธัมเม จะ สังเฆ จะ ผู้มีปัญญา ควรจะปลูกความเชื่อในพระพุทธ พระธรรม ธีโร สัทธัง นิเวสะเย และพระสงฆ์ โย ธัมมะจารี กาเยนะ ผู้ใดเป็นผู้ประพฤติธรรมด้วยกาย วาจายะ อุทะ เจตะสา ด้วยวาจา หรือด้วยใจ อิเธวะ นัง ปะสังสันติ บัณพิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญผู้นั้น ในโลกนี้ทีเดียว เปจจะ สัคเค ปะโมทะตี. ผู้นั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์·

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น