วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง ก็สอนพระอานนท์ทำน้ำมนต์ในเวลานั้นเป็นช่วงฤดูเข้าพรรษา พระบรมศาสดาเสด็จมาจำพรรษาอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร เพื่อแสดงธรรมต่อพระเจ้าพิมพิสารตามที่เคยให้ปฏิญาณตั้งแต่ครั้งเมื่อแรก เสด็จออกบวช เจ้าลิจฉวีนามว่า มหาลี เป็นผู้มีความสนิทสนมกับพระเจ้าพิมพิสาร จึงได้รับการแต่งตั้งให้นำเครื่องราชบรรณาการไปถวายและเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา เพื่อทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าเพื่อเสด็จโปรดระงับภัยพิบัติยังนครเวสาลี ซึ่งในครั้งนั้นได้เกิดภัยพิบัติ ๓ ประการขึ้น ณ นครเวสาลี แคว้นวัชชี ได้แก่ ๑. ทุพภิกขภัย คือ เกิดข้าวยากหมากแพงด้วยพืชผลในไร่นาแห้งตายเสียหายเป็นอันมาก ด้วยฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลประชาชนพากันอดอยากหิวโหยล้มตาย ๒. อมนุสสภัย คือ เหล่าภูตปีศาจทั้งหลายต่างเข้ามาหลอกหลอนเบียดเบียนชาวเมือง ๓. อหิวาตกภัย คือ เกิดอหิวาตกโรคระบาด เนื่องจากเมื่อผู้คนอดอยากล้มตายเป็นจำนวนมาก ไม่มีใครนำพาในการฝังซากศพทิ้งให้น้ำเหม็นบ้านเมืองสกปรกโสโครก เชื้อโรคร้ายจึงแพร่ระบาด ชาวเมืองก็ยิ่งเจ็บป่วยล้มตายมากขึ้น ชาว เมืองทั้งหลายต่างร่วมประชุมปรึกษาและลงความเห็นว่า ต่ก่อนไม่เคยเกิดทุกข์ ภัยเช่นนี้ ด้วยเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีผู้ปกครองที่ผ่านมาล้วนตั้งอยู่ในจารีตประเพณีและ ศีลธรรมอันดี ครั้นนำเรื่องมาร้องเรียนและมีการตรวจสอบก็มิได้พบเหตุแห่งอาเพศประการใดชน ทั้งหลายทราบว่าบัดนี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นบนโลกแล้วควร อาราธนามาช่วยดับทุกข์ร้อนด้วยพระบารมี พระเจ้าพิมพิสารได้จัดการปรับเส้นทางชลมารค (การเสด็จทางน้ำ) ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นระยะทางประมาณ ๕ โยชน์จากกรุงราชคฤห์ถึงแม่น้ำคงคา ซึ่งพระบรมศาสดาพร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์จำนวน ๕๐๐ รูป ต้องใช้เวลาเสด็จพระราชดำเนินถึง ๕ วัน จากนั้นเป็นการเสด็จพุทธดำเนินทางเรือ พระเจ้าพิมพิสารได้ส่งเสด็จพระบรมศาสดาโดยลุยลงไปในแม่น้ำเพียงพระศอ แล้วกราบทูลว่า “หม่อมฉันจะมารอรับการเสด็จ ณ ที่นี้ ในยามที่พระพุทธองค์เสด็จกลับมายังนครราชคฤห์” ขณะที่เรือพระที่นั่งทรงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งได้รับการประดับตกแต่ง อย่างสวยงามสมพระเกียรติแล่นออกจากท่า มหาชนต่างพากันทำสักการบูชาอย่างยิ่งใหญ่ สิ้นระยะทางหนึ่งโยชน์จากฝั่งแม่น้ำคงคาก็มาถึงท่าเรือพระราชอาณาเขตพระนคร เวสาลี เจ้าชายมหาลีและเหล่าราชทูตจึงเชิญเสด็จพระบรมศาสดาขึ้นจากเรือ และจัดถวายการต้อนรับเป็นที่มโหฬาร พระพุทธองค์นำเหล่าภิกษุสงฆ์เสด็จพุทธดำเนินเป็นระยะทาง ๓ โยชน์ในระยะเวลา ๓ วันจึงถึงเมืองเวสาลี เมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จพุทธดำเนินถึงเมืองเวสาลีพร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์จำนวน ๕๐๐ รูป ก้าวแรกที่ทรงเหยียบพระบาทสู่ภาคพื้นดินอันเกิดภัยพิบัติ พระพุทธองค์ทรงประทับยืนจ้องพระเนตรจับท้องฟ้า ทรงระลึกถึงพระบารมีที่บำเพ็ญเพียรมาตั้งแต่ปุเร (ชาติต่าง ๆในอดีต) ทันใดนั้นมหาเมฆได้เริ่มตั้งเค้าดังแผ่นผ้าสีครามยืนยาวเหยียด ณ ทิศประจิม (ตะวันตก) แล้วเคลื่อนมาปกคลุมพระนครเวสาลี สายฟ้าแลบแปลบปลาบท้องฟ้าส่งเสียงลั่นคำราม ในที่สุดสายฝนก็ตกลงมาประหนึ่งตั้งใจชะล้างพื้นดินให้สะอาดเพื่อต้อนรับพระ บรมศาสดา สายน้ำได้ไหลบ่าเข้าสู่พระนครพัดพาซากศพมนุษย์และสัตว์อีกปฏิกูลทั้งหลายไป สู่ทะเลใหญ่ เมื่อฝนขาดเม็ดพื้นแผ่นดินจึงสะอาดปราศจากสิ่งปฏิกูล และอากาศที่ร้อนอบอ้าวก็บรรเทาสงบลง ในเวลาเย็นของวันนั้น พระบรมศาสดารับสั่งให้พระอานนท์เถระ ผู้เป็นพุทธอุปัฏฐากเรียนมนต์ พระปริตรรัตนสูตร พระอานนท์ได้ระลึกถึงพระพุทธคุณพระบรมศาสดา จำเดิมแต่ปรารถนาพุทธภูมิมา จนกระทั่งตรัสรู้ ณ โพธิบัลลังก์แล้วได้สวดพุทธมนต์พระปริตรรัตนสูตรประกาศพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ประคองบาตรของพระพุทธองค์อันเต็มไปด้วยน้ำพุทธมนต์ เที่ยวจาริกไปรอบพระนครเวสาลีพร้อมเหล่าเจ้าลิจฉวีทั้งหลายเพื่อประพรมน้ำ พุทธมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม ชาวเมืองที่กำลังเจ็บป่วยต่างหายจากโรคภัย บรรดาภูตผีปีศาจล้วนตกใจกลัวพุทธานุภาพพากันหลีกหนีออกจากนครเวสาลีจนหมด สิ้น เหล่ามหาชนเป็นอันมากต่างตามพระอานนท์มาเฝ้าพระบรมศาสดา ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาต่างชื่นชมโสมนัสปรีดาปราโมทย์เกิดศรัทธาปสาทะ ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ และพากันมาฟังพระธรรมเทศนาตลอด ๗ วัน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ครั้นเมื่อภัยพิบัติ ๓ ประการได้สงบลงแล้ว เจ้าลิจฉวีพร้อมด้วยเหล่ามหาชนต่างจัดพุทธบูชาถวายเพื่อส่งเสด็จอย่างมโหฬาร เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จพุทธดำเนินกลับมาถึงนครราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารและเหล่าข้าราชบริพารตลอดจนชาวเมืองต่างมีความปีติยินดีพา กันมาเฝ้าเพื่อฟังพระธรรมเทศนา ณ พระเวฬุวันมหาวิหารอย่างเนืองแน่น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น