วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2560
ใจได้พระโสดาบัน โดยหลวงพ่อปราโมทย์ใจได้พระโสดาบัน โดยหลวงพ่อปราโมทย์ SantiDham SantiDham ติดตามแล้ว4.6K เพิ่มลงใน แชร์ เพิ่มเติม ดู 7,559 ครั้ง 88 1 เผยแพร่เมื่อ 10 ต.ค. 2015 ในคลิปนี้หลวงพ่อปราโมทย์เทศน์ถึงการที่ใจได้พระโสดาบันของนักภาวนา ( 5.50 นาที ) : ในคลิปนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงธรรม ณ หมู่บ้านสัจธรรม จ.เชียงใหม่ วันที่ 22 ส.ค. 2558 https://youtu.be/ExL43FBJIKg แสดงเพิ่มเติม ความคิดเห็น • 14 สมพงศ์ อินดัสเตรียล อิเล็กทรอนิคส์ เพิ่มความคิดเห็นสาธารณะ... ความคิดเห็นยอดนิยม สมพงศ์ อินดัสเตรียล อิเล็กทรอนิคส์ สมพงศ์ อินดัสเตรียล อิเล็กทรอนิคส์ 1 วินาทีที่ผ่านมา จิตมันรู้ตื่นแล้วก็เป็นกลาง สักว่ารู้ สักว่าเห็น มันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วดับ ทุกสิ่งทุกอย่างเท่าเทียมกัน สุขกับทุกข์เท่ากัน มีความสุขเกิดขึ้นมาก็สักว่ารู้สักว่าเห็นได้ มีความทุกข์เกิดขึ้นมา ก็สักว่ารู้สักว่าเห็นได้ เมื่อสักว่า สักว่า แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ก็จะหมดการดิ้นรนของจิต หมดความปรุงแต่งของจิต จิตจะค่อยๆ ปรุงน้อยลงๆ ถึงจุดหนึ่งหยุดปั๊บลงไปตรงหยุดปั๊บ ลงไปนี่จิตจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิโดยสมาธิโดยอัตโนมัติเลย เมื่อรวมเข้าอัปปนาสมาธิแล้ว ตรงนี้จะไม่คิดไม่นึกอะไรแล้ว จะเห็นสภาวธรรม (รูปธรรม นามธรรม) เกิดดับขึ้นภายใน ๒-๓ ขณะ ใจนี้สักว่ารู้สักว่าเห็นอย่างแท้จริง ไม่มีกระทั่งความคิดนึกปรุงแต่งใดๆ สักนิดเดียวเลย ถัดจากนั้น จิตจะวางการรู้สภาวะทบทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ พอทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วอริยมรรคจะแหวกอาสวะกิเลสทั้งหลายหรือสังโยชน์ทั้งหลาย อาสวะที่ห่อหุ้มจิตอยู่ สังโยชน์ที่แทรกอยู่ในจิตจะถูกทำลายออกไปตรงกระบวนการทำลายล้างนี่ ๑ ขณะเท่านั้น พอขาดสะบั้นลงแล้ว ตรงนี้เราจะเห็นนิพพาน ๒ ขณะบ้าง ๓ ขณะบ้าง ตรงนี้เป็นผลแล้ว เป็นโลกุตรผลนะ ตรงที่เกิดอริยมรรคเรียกว่าโลกุตตรเหตุ มรรคเป็นเหตุ ผลเป็นผล ตรงที่เห็นเป็นผลนี่จะเห็นไม่เท่ากัน พวกที่สติปัญญาแก่กล้าจะเห็นนิพพาน ๓ ครั้ง ๓ ขณะ พวกที่ยังไม่แก่กล้าจะเห็นนิพพาน ๒ ขณะถัดจากนั้นจิตจะถอยออกมากลับสู่โลกภายนอกนี้ พอกลับมาสู่โลกภายนอก มันจะทวนกลับเข้าไปพิจารณาใหม่ว่าเมื่อกี้นี้เกิดอะไรขึ้น มันจะรู้เลยว่ากิเลสตัวไหนหายไปแล้ว กิเลสตัวไหนยังเหลืออยู่ รู้ว่ายังมีงานต้องทำอีก แต่ถ้าตัดครั้งที่สี่เป็นพระอรหันต์นะ มันทวนวับเข้าไป มันจะเห็นนิพพานชัดเจนเลย ไม่มีกิเลสอะไรให้ต้องลดละอีกแล้ว มันไม่มีกิเลสเหลือ จะเห็นนิพพานล้วนๆเราเป็นลูกพระพุทธเจ้า เราต้องเชื่อพ่อแม่ เราต้องรู้กายรู้ใจของเราไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเราจะได้มรดกของพระพุทธเจ้า สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป ความสุขเกิดขึ้นจิตไม่หลงระเริง ความทุกข์เกิดขึ้นจิตไม่กลุ้มใจ จิตมันจะเป็นกลาง ต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่มันไปรู้เข้า จิตที่มันเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่าง นี่นะ ตัวนี้เป็นตัวสำคัญ นี่เป็นคือประตูแห่งการบรรลุมรรคผล พอมันเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะไม่ปรุงแต่งต่อ อย่างถ้ามันไม่เป็นกลาง มันจะปรุงแต่งต่อ เช่น ความโกรธเกิดขึ้น อยากให้หาย ก็ต้องหาทางทำให้หาย เห็นมั้ยปรุงแต่งต่อล่ะ ความสุขเกิดขึ้นอยากให้อยู่นานๆ ต้องหาทางรักษา นี่ปรุงแต่งต่อ มีการทำงาน แต่ถ้ามันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับๆ ไม่ปรุงแต่งต่อ จิตจะพ้นจากความปรุงแต่ง ตามรู้ตามดูจนมันพอ สติ สมาธิ ปัญญาแก่รอบ จิตใจยอมรับความจริง ยอมรับไตรลักษณ์ ว่าทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ ถึงจุดนี้เนี่ย มันจะเป็นรอยแยก พวกที่หวังพุทธภูมินะ ก็มีโอกาสจะเป็นพระโพธิสัตว์ ที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พยากรณ์จากหมอดูนะ ต้องพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า พวกที่ไม่ได้หวังจะเป็นพระโพธิสัตว์ แต่หวังความพ้นทุกข์นะ จิตมีโอกาสที่จะเกิดมรรคผลได้ เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้น จิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ เพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคเนี่ย สัมมาสมาธิ ท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิ ด้วยฌาน ๔ พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่า เจริญบุพพภาคมรรค เบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะ เราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิด จิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดา นี่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า แสดงน้อยลง ตอบกลับ สมพงศ์ อินดัสเตรียล อิเล็กทรอนิคส์ สมพงศ์ อินดัสเตรียล อิเล็กทรอนิคส์2 เดือนที่ผ่านมา ถ้าจิตเราเป็นกลาง เราไม่ได้มุ่งพุทธภูมิ เราไม่ได้ทำกรรมชั่วหยาบมา จิตเราจะก้าวกระโดดเกิดอริยมรรคขึ้นมา ขั้นแรกมันจะรวมลงก่อน รวมเข้า อัปปนาสมาธิ รวมเองโดยที่ไม่ได้เจตนาจะรวม ไม่ได้คิดได้ฝันที่จะรวม รวมโดยอัตโนมัติ เมื่อรวมลงมาแล้วจะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ เกิดดับ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ เมื่อทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วสิ่งที่ห่อหุ้มปิดบังจิตอยู่คือ อาสวกิเลส ทั้งหลาย สังโยชน์ทั้งหลายถูกขาดสะบั้นออกไป ด้วยกำลังของอริยมรรค นิพพานก็จะปรากฏเด่นดวงขึ้นมาให้เรารู้สึกได้ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง คนไหนซึ่งอินทรีย์ไม่แก่กล้ามาก ตอนที่จิตรวมไปทีแรก เห็นสภาวธรรมก็จะเห็นสามครั้ง แล้วพอเห็นนิพพานพอได้ผลจะเห็นสองขณะ แต่คนที่อินทรีย์แก่กล้าเห็นสภาวะทีแรกจะเห็นสองขณะ และจะมาเห็นนิพพานสามขณะ เห็นยาวต่างกัน อินทรีย์ไม่เท่ากัน ผลที่เกิดขึ้นก็ไม่เท่ากัน ถัดจากนั้นจิตจะถอยออกจาก อัปปนาสมาธิ นะ ถอยเอง ถัดจากนั้นไม่ทรงอยู่แล้วจะถอยออกมา พอถอยออกมาแล้วจะทวนกระแสกลับเข้าไปพิจารณาว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น ก็แจ่มแจ้งแล้วว่า เมื่อกี้นี้ตัวตนอะไรไม่มีอีกแล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตนอีกเลย แต่ว่ากิเลสยังเหลืออยู่อีกเพียบเลย พระโสดาบันกับปุถุชนแทบจะไม่มีอะไรต่างกันนะ พระโสดาบันละมิจฉาทิฏฐิได้เท่านั้น ละความเห็นผิดได้ ส่วนโลภ โกรธ หลงอื่นๆ เหมือนปุถุชนนั่นเอง แสดงน้อยลง ตอบกลับ Wuticuy Bunggerdlarp Wuticuy Bunggerdlarp4 เดือนที่ผ่านมา (แก้ไขแล้ว) กราบๆๆ ขออนุญาติ ครับผมหลวงพ่อ 😅สั้นๆเลยครับ ดูทุข เมื่อจิตเกิดทุขครับผม อย่าเสียโอกาศ ยิ่งทุขหนักนั้นแหละโอกาศทอง ดูแล้วหาว่าเกิดจากอะไร ทำไมต้องมีทุข ดูไปเรือยๆครับ จิตมันจะจำเหตุและผลนั้นเอง ถึงตัวเราจะจำใด้บ้างไม่ใด้บ้าง ตอนปัญญาเกิด มันจะรวบยอดที่เดียวครับ ขึ้นมาหมดแหละแค่(2นาทีนิสๆ) มัคเกิดจากทุขครับผม ใจยอมรับ(ปรงของแท้) ส่วนกำลังใด้จาก ศิลทานหรือสิ่งดีๆที่เราทำ(จิตดี) สะสมกำลังไว้เยอะๆครับ เดียวก็ถึงเวลาเองครับ บางคนก็ใกล้แล้ว ไม่ช้าไม่นาน ทำโน้นนี้นั้นนิสเดียวปิ๊งเลย เรื่อยๆ ครับผม 😇🤗 แสดงน้อยลง ตอบกลับ 1 Natthapat รักในหลวง Natthapat รักในหลวง4 วันที่ผ่านมา สาธุค่ะ ตอบกลับ ปุณยนุช กุปากุล ปุณยนุช กุปากุล3 สัปดาห์ที่ผ่านมา สาธุสาธุสาธุกราบสาธุในธรรมเจ้าค่ะ ตอบกลับ จิรโชติ สุขวารี จิรโชติ สุขวารี2 เดือนที่ผ่านมา สาธุ สาธุ สาธุ ตอบกลับ สุจินดา ชุมศิริวงษ์ สุจินดา ชุมศิริวงษ์3 เดือนที่ผ่านมา สาธุ ค่ะ ตอบกลับ สมพงศ์ อินดัสเตรียล อิเล็กทรอนิคส์ สมพงศ์ อินดัสเตรียล อิเล็กทรอนิคส์3 เดือนที่ผ่านมา วันนี้ไม่น่าอัศจรรย์เท่าไหร่นะ เพราะเราพบกันโดยมีการนัดหมาย แต่จำนวนก็รู้สึกจะเป็นพัน เราชาวพุทธมาเจอกันทั้งทีนะ เราก็ประกาศธรรมะ ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่องอาจกล้าหาญนะ เพราะเป็นของจริง ไม่หวั่นไหว สิ่งที่หลวงพ่อจะประกาศวันนี้ก็คือ มรรคผลนิพพานมีจริงๆ นะ มรรคผลนิพพาน ไม่ได้พ้นสมัย ไม่ล้าสมัย ทำไมกล้าประกาศ เพราะพระพุทธเจ้าบอกว่า ตราบใดที่ยังมี ผู้เจริญสติปัฏฐาน โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ แต่ถ้าทำอย่างอื่น โลกก็ว่างจากพระอรหันต์ ถามว่าทุกวันนี้สติปัฏฐานยังมีอยู่ไหม ก็ยังมีอยู่ แต่เราต้องศึกษาให้ดี ไม่ยากเลยนะที่ ผู้เจริญสติปัฏฐานอย่างถูกต้อง จะบรรลุมรรคผลนิพพานในชีวิตนี้ แต่ยากที่สุดก็คือ ทำอย่างไรจะเจริญสติปัฏฐานได้ ยากที่คนๆ หนึ่งจะเจริญสติ แต่ไม่ยากที่ผู้เจริญสติแล้ว จะเข้าถึงธรรมะ ดังนั้น เราต้องเรียน ต้องฟัง พวกเราอยู่ๆ จะมารู้ด้วยตัวเองไม่ได้หรอกว่า วิธีเจริญสติทำอย่างไร ต้องศึกษาสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนให้ถ่องแท้เสียก่อน ย่นทางจะก้าวไกลให้ใกล้เข้า ยกที่อยู่ห่างไกลมาใกล้เรา ยามหงอยเหงาเป็นเพื่อนได้เหมือนตน บอกเรื่องราวเล่าความตามลำดับ บอกเรื่องลับให้แจ้งทุกแห่งหน ใช้ความหมายคลายความเขลาให้เหล่าชน บรรยายจนบรรจบทุกภพแดน แสดงน้อยลง ตอบกลับ วสุกฤต นาคะเวทิน วสุกฤต นาคะเวทิน4 เดือนที่ผ่านมา สาธุ สาธุ สาธุ ตอบกลับ รักศรัทธา พระพุทธะเจ้า รักศรัทธา พระพุทธะเจ้า4 เดือนที่ผ่านมา ກາບສາທຸຂະນ້ອຍ ຂໍພຣະອາຈານຈົ່ງມີສຸຂະພາບແຂງແຮງອາຍຸຍືນຍາວສາທຸສາທຸຂະນ້ອຍ ตอบกลับ window win window win6 เดือนที่ผ่านมา สาธุสาธุสาธุ ตอบกลับ ll ll ll ll9 เดือนที่ผ่านมา (แก้ไขแล้ว) สาธุครับ😇 ตอบกลับ Aum Krainar Aum Krainar1 ปีที่ผ่านมา (แก้ไขแล้ว) น้อมกราบฯ พ่อแม่ครูอาจารย์ ด้วยเศียรเกล้า ตอบกลับ เฮียขับรถ ฟ้องด้วยภาพ เฮียขับรถ ฟ้องด้วยภาพ1 ปีที่ผ่านมา สาธุ ครับ ตอบกลับ Ratchaneekorn Wijitsarn Ratchaneekorn Wijitsarn1 ปีที่ผ่านมา สาธุศีสสามาธิปัญญา เจ้าค่ะ ตอบกลับ
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น