เผยแพร่เมื่อ 10 ต.ค. 2015
ในคลิปนี้หลวงพ่อปราโมทย์เทศน์ถึงการที่ใจได้พระโสดาบันของนักภาวนา ( 5.50 นาที )
: ในคลิปนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงธรรม ณ หมู่บ้านสัจธรรม จ.เชียงใหม่ วันที่ 22 ส.ค. 2558
https://youtu.be/ExL43FBJIKg
: ในคลิปนี้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงธรรม ณ หมู่บ้านสัจธรรม จ.เชียงใหม่ วันที่ 22 ส.ค. 2558
https://youtu.be/ExL43FBJIKg
ความคิดเห็น • 14
สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป ความสุขเกิดขึ้นจิตไม่หลงระเริง
ความทุกข์เกิดขึ้นจิตไม่กลุ้มใจ จิตมันจะเป็นกลาง
ต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่มันไปรู้เข้า จิตที่มันเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่าง
นี่นะ ตัวนี้เป็นตัวสำคัญ นี่เป็นคือประตูแห่งการบรรลุมรรคผล
พอมันเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะไม่ปรุงแต่งต่อ
อย่างถ้ามันไม่เป็นกลาง มันจะปรุงแต่งต่อ เช่น ความโกรธเกิดขึ้น
อยากให้หาย ก็ต้องหาทางทำให้หาย เห็นมั้ยปรุงแต่งต่อล่ะ
ความสุขเกิดขึ้นอยากให้อยู่นานๆ ต้องหาทางรักษา นี่ปรุงแต่งต่อ
มีการทำงาน แต่ถ้ามันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับๆ
ไม่ปรุงแต่งต่อ จิตจะพ้นจากความปรุงแต่ง ตามรู้ตามดูจนมันพอ
สติ สมาธิ ปัญญาแก่รอบ จิตใจยอมรับความจริง ยอมรับไตรลักษณ์
ว่าทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ ถึงจุดนี้เนี่ย มันจะเป็นรอยแยก
พวกที่หวังพุทธภูมินะ ก็มีโอกาสจะเป็นพระโพธิสัตว์
ที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พยากรณ์จากหมอดูนะ
ต้องพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า พวกที่ไม่ได้หวังจะเป็นพระโพธิสัตว์
แต่หวังความพ้นทุกข์นะ จิตมีโอกาสที่จะเกิดมรรคผลได้
เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้น จิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ
เพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคเนี่ย สัมมาสมาธิ
ท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิ ด้วยฌาน ๔
พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่า เจริญบุพพภาคมรรค
เบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะ
เราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิด
จิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล
จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดา นี่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ
ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น
สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ
ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้
สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป
แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า
แต่จำนวนก็รู้สึกจะเป็นพัน เราชาวพุทธมาเจอกันทั้งทีนะ เราก็ประกาศธรรมะ
ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่องอาจกล้าหาญนะ เพราะเป็นของจริง ไม่หวั่นไหว สิ่งที่หลวงพ่อจะประกาศวันนี้ก็คือ มรรคผลนิพพานมีจริงๆ นะ มรรคผลนิพพาน
ไม่ได้พ้นสมัย ไม่ล้าสมัย ทำไมกล้าประกาศ เพราะพระพุทธเจ้าบอกว่า ตราบใดที่ยังมี
ผู้เจริญสติปัฏฐาน โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ แต่ถ้าทำอย่างอื่น โลกก็ว่างจากพระอรหันต์ ถามว่าทุกวันนี้สติปัฏฐานยังมีอยู่ไหม ก็ยังมีอยู่ แต่เราต้องศึกษาให้ดี ไม่ยากเลยนะที่
ผู้เจริญสติปัฏฐานอย่างถูกต้อง จะบรรลุมรรคผลนิพพานในชีวิตนี้ แต่ยากที่สุดก็คือ
ทำอย่างไรจะเจริญสติปัฏฐานได้ ยากที่คนๆ หนึ่งจะเจริญสติ แต่ไม่ยากที่ผู้เจริญสติแล้ว
จะเข้าถึงธรรมะ ดังนั้น เราต้องเรียน ต้องฟัง พวกเราอยู่ๆ จะมารู้ด้วยตัวเองไม่ได้หรอกว่า
วิธีเจริญสติทำอย่างไร ต้องศึกษาสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนให้ถ่องแท้เสียก่อน
ย่นทางจะก้าวไกลให้ใกล้เข้า
ยกที่อยู่ห่างไกลมาใกล้เรา
ยามหงอยเหงาเป็นเพื่อนได้เหมือนตน
บอกเรื่องราวเล่าความตามลำดับ
บอกเรื่องลับให้แจ้งทุกแห่งหน
ใช้ความหมายคลายความเขลาให้เหล่าชน
บรรยายจนบรรจบทุกภพแดน