วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560

แลนด์มาร์คที่สำคัญก่อนที่จะเกิดอริยมรรคนี่ จิตจะเกิดปัญญาชนิดหนึ่ง เรีย.. สมพงศ์ อินดัสเตรียล อิเล็กทรอนิคส์ สมพงศ์ อินดัสเตรียล อิเล็กทรอนิคส์ 1 ปีที่ผ่านมา กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาท่านอาจารย์มากครับ ที่ให้โอกาส หลวงพ่อได้รับทราบถึงความห่วงใยและความปรารถนาดีของทุกคนแล้ว ขออนุโมทนากับทุกคนสำหรับคำอวยพรทั้งปวง หลวงพ่อเริ่มอาพาธครั้งนี้ตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ มีอาการเหนื่อยหอบ ไอ และต่อมน้ำเหลืองโต จึงได้เข้ารับการตรวจอาการเบื้องต้นในโรงพยาบาลในย่านพัทยา ถัดจากนั้นจึงเดินทางเข้ามาตรวจรักษาในโรงพยาบาลของรัฐในกรุงเทพ ผลการตรวจชิ้นเนื้อออกมาเมื่อวานนี้ (31 พฤษภาคม 2559) สรุปได้ว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จำเป็นจะต้องรักษาตัวนานราว 8 เดือน ระหว่างนี้ภูมิต้านทานจะต่ำมาก แพทย์ผู้ดูแลจึงแนะนำให้งดการแสดงธรรมทั้งที่วัดและนอกสถานที่ รวมทั้งไม่ต้องการให้มีการเยี่ยมไข้เพราะเป็นผลเสียต่อหลวงพ่อมากกว่าผลดี หลวงพ่อตรากตรำทำงานเผยแผ่มานานแล้ว ช่วงนี้ต้องขอลาป่วยชั่วคราว ระหว่างนี้ขอให้ทุกคนตั้งใจภาวนาเพราะโลกนี้หาความแน่นอนใดๆ ไม่ได้เลย ไม่ต้องกังวลว่าจะภาวนาไม่ได้ เพราะหลวงพ่อได้ถ่ายทอดธรรมะภาคปฏิบัติไว้ครบถ้วนแล้ว ให้ใช้โยนิโสมนสิการคือความแยบคายในการสังเกตการปฏิบัติของตนให้มาก ว่าถูกตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ถ้าติดขัดจริงๆ ก็ให้ปรึกษาบุคคลที่หลวงพ่อมอบหมายให้ช่วยสอนได้ อย่าฉวยโอกาสที่หลวงพ่ออาพาธไปเที่ยวเถลไถลหรือขี้เกียจปฏิบัติก็แล้วกัน หลวงพ่อไม่ได้ต้องการสิ่งใดจากพวกเรา นอกจากให้พวกเราขยันภาวนาเพื่อผ่อนคลายความทุกข์ของตนเอง และเพื่อช่วยกันรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป ถ้าคิดถึงหลวงพ่อ ก็ขอให้คิดถึงธรรม ถ้าเมื่อไหร่รู้สึกทุกข์จนดูต่อไปจะไม่ไหวแล้ว ไม่ดูมันก็ไม่ได้มันเห็นตลอดเวลาถ้ามันถึงจุดนี้นะ เวลาต้องการพักเนี่ย มีที่เดียวคือการทำสมถะนะ แต่ถ้าเห็นจิตไหวๆ แล้วก็หลงไปบ้าง แล้วมาเห็นไหวๆ อันนี้ไม่จำเป็นน่ะ ยังไม่เห็นทุกข์แท้จริง ตอนที่ไหวๆอยู่น่ะก็ทุกข์ ตอนที่เผลอไปไม่ทุกข์ เลยตอนหลังจิตจะน้อมไปทางเผลอ จิตจะน้อมไปทางไม่ดูทุกข์ ใครเคยเป็น ภาวนาแล้วจิตไปอยู่ว่างๆ ไม่ยอมดูกายดูใจ ไหนยกมือซิมีไหม... นี่เพราะว่ามันหนีทุกข์นะ วิธีเวลาถ้ามันไหวๆเราเห็นเป็นทุกข์เนี่ย ไม่ใช่หนีด้วยการทำไม่รับรู้มัน ทำเป็นไม่รับรู้มัน เราจะเวียนอยู่ในวัฏฏะไม่เลิก ถ้ามันไหวๆแล้วเราทนไม่ไหวแล้วนะ เหน็ดเหนื่อยมากนะ ทำความสงบจิต พอทำความสงบ ความไหวเนี่ยมันจะลดความรุนแรงลง พอมันลดความรุนแรง เราก็คอยรู้คอยดูไป เนี่ยมาเนิบๆมาช้าๆ พอดูไปดูไป มันก็จะค่อยเร็วขึ้นๆนะ ไหววิ้บๆๆๆ ทั้งวันทั้งคืน ก็ทำความสงบเข้ามาอีก เนี่ยจิตจะมีแรง สุดท้ายจิตจะรู้เลยว่า มีแต่ทุกข์ทั้งนั้นเลย ความปรุงแต่งเกิดขึ้นทีไร ความทุกข์เกิดขึ้นทุกที ความปรุงแต่งทั้งหลายสงบเสียได้ ความพ้นทุกข์ก็เกิดขึ้น เคยได้ยินไหม “อนิจจา วะตะ สังขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปะสะโม สุโขฯ” สังขารทั้งหลายสงบเสียได้เป็นสุข สังขารเนี่ยทำงาน ไหว วิ้บๆๆๆ ทั้งวันทั้งคืนนะ วัฏฏะหมุนอยู่ในใจเราเนี่ย วิ้บๆๆๆ ทั้งวันทั้งคืนเลย เราเฝ้ารู้เฝ้าดูไป อย่าไปเกลียด อย่าไปหนีไป ถึงหนีมันนะมันก็ยังไหวอยู่อย่างนี้ แต่เราไม่เห็น เราไม่เห็นทุกข์เห็นโทษ ไม่หนีมัน ไม่น้อมใจไปว่างๆหนีมัน เห็นไหววับๆๆ ไปอย่างนี้ ถ้าทนไม่ไหวก็ทำความสงบเข้ามา มีกำลังใจมีเรี่ยวมีแรงแล้ว ดูมันอีก สติมันจะอัตโนมัตินะมันจะเห็นเนี่ย ไหวยิบยับๆ เห็นทั้งวัน มันเห็นทั้งวันเห็นทั้งคืนด้วย สมาธิ จิตตั้งมันอยู่ อันนี้เป็นสมาธิชนิดจิตตั้งมั่นถึงเห็นมันไหววิบวับ แล้วเวลาจะพักน่ะ ใช้สมาธิชนิดสงบ คือใช้สมถะ ไม่ใช่พักด้วยจิตที่ตั้งมั่นนะ แต่พักด้วยจิตที่สงบอยู่ในอารมณ์อันเดียวเป็นที่พัก งั้นสมถะเอาไว้พักผ่อน พอพักผ่อนพอสมควร มีเรี่ยวมีแรงสดชื่นแล้วก็มีจิตที่ตั้งมั่นแล้ว ดูธาตุดูขันธ์มันทำงาน ฝึกจนมันอัตโนมัติไปหมดเลยนะ สติระลึกถึงความไหวของจิตเนี่ย ทั้งวันทั้งคืนโดยที่ไม่เจตนา จิตก็ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ดูนะ แถมยังได้รับความชุ่มฉ่ำของสมาธิของสมถะมาช่วยเหลือด้วย ใจไม่แห้งผากเกินไป ถ้าไม่มีสมถะช่วยด้วยจะแห้ง แห้งสุดขีดเลย แห้งผากเลยนะ เนี่ยอาศัยสิ่งเหล่านี้นะ ฝึกไปจนเป็นอัตโนมัติ พอมันอัตโนมัติแล้วคราวนี้เลิกไม่ได้ การปฏิบัตินะหยุดไม่ได้เลิกไม่ได้ แต่พักได้ด้วยสมถะ มีเท่านี้เอง เนี่ยทำมากเข้าๆ ปัญญามันพอนะ จิตมันรู้แจ้งเลยว่า จิตนี้เป็นทุกข์จริงๆ จิตนี้หาสาระแก่นสารไม่ได้ มีแต่ความไม่เที่ยง กระเพื่อมไหวอยู่ตลอดเวลา จิตนี้ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา จิตนี้ทำงานเอง ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนอะไร ถ้าได้อย่างนี้ มันรวมเข้ามานะ ก่อนที่มันจะเข้าใจเนี่ยจิตจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิเลย ทั้งๆที่ชาตินี้ไม่เคยหัดเข้าฌานเลยนะ เนี่ยหัดเจริญสติอยู่อย่างพวกเราเนี่ย คอยดูไป ถึงเวลาทำในรูปแบบบ้างอะไรบ้างนะ ทุกวันทำไปเพื่อให้มีแรง แล้วก็เจริญสติดูกายดูใจมันทำงานไป พอถึงขั้นละเอียดมันจะถึงความไหว ยิบยับๆในจิตนี่แหละ ก็ดูไปเรื่อยถึงมันพอนะ จิตจะเข้าอัปปนาสมาธิเอง เข้ารวมมาเองเลย แล้วมันจะมาตัดกิเลสข้างในใจเรานี้ ถัดจากนั้นออกจากสมาธิมาแล้ว พ้นจากระบวนการของอริยมรรคอริยผลแล้ว ทบทวนดู กิเลสอะไรล้างแล้ว กิเลสอะไรยังไม่ล้าง แต่ตอนทบทวนต้องระวังอย่างหนึ่ง บางคนจิตรวมเข้าสมาธิแล้วมีอาการแปลกๆ นึกว่าเกิดมรรคผล ไม่เกิดนะ มันเป็นอาการหลอกต่างๆนานาซึ่งเยอะมากเลยที่จะหลอก พอออกมาแล้วเนี่ย จิตค้างสมาธิออกมาด้วย ออกจากสมาธิแล้วจิตค้างความนิ่งออกมา จิตจะนิ่งๆ อย่างสมมุติว่าจิตนิ่งอยู่อย่างนี้ทั้งวันเลย จะไม่มีกิเลสโผล่เลย แล้วบอกว่าดูแล้วไม่มีกิเลสแล้ว บรรลุแล้ว ที่จริงไม่ใช่หรอก ไปประคองจิตไว้ ไปรักษาจิตไว้ เมื่อเราไปประคองไว้นะ ไม่มีกิเลสนะ แต่พอปล่อยเท่านั้นล่ะ กิเลสจะมาเลย งั้นเวลาจะดูจิตว่าล้างกิเลสหรือยังนะ อย่าประคองจิตให้นิ่ง อย่าประคองจิตนะ ปล่อยจิตให้เป็นธรรมชาติ สมัยที่ยังภาวนาไม่เป็นอย่างนั้นเลย ปล่อยให้จิตมันทำงานปกติ ถ้าเห็นได้อย่างนั้นนะถึงจะดูตัวจริงออกว่ากิเลสนั้นยังมีหรือไม่มี กิเลสตัวไหนล้างแล้ว ตัวไหนยังไม่ล้าง จะเห็นด้วยตัวเองได้ แต่ถ้าประคองจิตนิ่งๆนะ แล้วก็บอกว่าดูแล้วไม่มี อันนั้นไม่ใช่นะ แสดงน้อยลง ตอบกลับ สัญญา พรหมมณี 1 ปีที่ผ่านมา สาธุพระคุณเจ้า ตอบกลับ สมพงศ์ อินดัสเตรียล อิเล็กทรอนิคส์ 1 ปีที่ผ่านมา กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาท่านอาจารย์มากครับ ที่ให้โอกาส เห็นร่างกายมันเต็มไปด้วยความทุกข์ ตัวจิตเอง พอมีสติถี่ๆขึ้นมานะ เห็นทุกอย่างหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันไม่ใช่สุขบ้างทุกข์บ้างแล้วนะ มันจะกลายเป็นทุกข์ล้วนๆเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นมาแล้วก็บีบคั้นทั้งนั้นเลย เป็นความบีบคั้นทั้งสิ้น เป็นทุกข์ทั้งสิ้นเลย เนี่ยเห็นอย่างนี้นะ เห็นมาก มากๆเข้า ถึงจุดหนึ่งนะ มันไม่รู้จะไปทางไหนแล้ว จนมุมเลย จะไปอยู่ตามวัดภาวนา หวังว่าจะมีความสุข ก็ไม่มี เพราะว่าไปที่ไหนนะ ก็เอากายเอาใจไปด้วย กายกับใจมันตัวทุกข์น่ะ ไปไหนก็เอาทุกข์ไปด้วย เพราะฉะนั้นไม่มีที่หนีเลย เข้าสมาธินะ เข้าไปลึกเลย สบายๆ เผลอๆ เพลินๆ นะ เข้าไม่นานนะ สติปัญญาทำงานขึ้นมา มันถอนออกมา เห็นเลย สมาธิก็เป็นภพอีกอันหนึ่ง ไปเข้าฌานอยู่ เป็นภพอีกอันหนึ่ง ก็ทุกข์อีกนะ อยู่ได้ชั่วคราวก็ถอนออกมาอีกแล้ว เนี่ยฝึกจนกระทั่ง ครูบาอาจารย์ท่านใช้คำบอกว่า สามแดนโลกธาตุเนี่ย หาที่จะหยั่งเท้าลงไปด้วยความสุขไม่ได้เลย แล้วทำอย่างไร ทำอย่างไรดี จึงจะพ้นจากความทุกข์ ไม่มีทางทำเลย ขอเลิกไม่ดูได้มั้ย เลิกก็ไม่ได้อีก สติปัญญามันอัตโนมัตินะ หมุนจี๋อยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืนนะ เห็นจิตหมุนติ้วๆๆ จับอารมณ์โน้น จับอารมณ์นี้ ตลอดเวลาเลยนะ เดี๋ยวเหวี่ยงไปที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นะ หมุนจี๋ๆๆอยู่ ข้างในก็หมุนอยู่ตลอด มีแต่ทุกข์ล้วนๆเกิดขึ้นเลย นี่เห็นอย่างนี้จนถึงจุดหนึ่งที่จิตมันพอนะ จิตมันจนมุมแล้ว มันไม่รู้จะหาทางออกยังไงอีกต่อไปแล้ว เพราะว่า ไม่ว่าทำอะไรก็ทุกข์หมดเลย ไม่มีทางหนีจากความทุกข์ได้เลย พอจิตยอมจำนนกับความทุกข์ จิตยอมรับความจริง เรียกว่าคล้อยตามความจริงแล้วว่า กายนี้ใจนี้มีแต่ทุกข์ล้วนๆ นี่เรียกว่าจิตคล้อยตามอริยสัจจ์แล้วล่ะ คล้อยตามความจริงนะ จิตก็หมดความดิ้นรนเลย เพราะจิตมันหมดความดิ้นรนนะ มันยอมรับความจริงแล้ว มีแต่ทุกข์ล้วนๆ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรตั้งอยู่ ไม่มีอะไรดับไป มีแต่ทุกข์ล้วนๆ จิตยอมรับความจริงแล้วจิตจะสลัดตัวเองออกจากกองทุกข์ ตรงนี้มันสลัดของมันเอง มันจะพ้นออกไปเอง เป็นเรื่องที่แปลกเป็นเรื่องที่อัศจรรย์นะ เราดิ้นรนหาทางพ้นทุกข์แทบตายก็ไม่พ้นหรอก แต่ว่าพอจิตมันเอียนทุกข์เต็มที่นะ มันรู้เต็มที่แล้ว จนกระทั่งมันรู้ว่าไม่มีทางหนีแล้ว มันยอมจำนนกับความทุกข์แล้ว หมดดสติหมดปัญญาที่จะแก้ไขให้พ้นจากความทุกข์แล้ว แบบหลังชนกำแพง ถูกผู้ร้าย ๕ ตัว ถือมีดมาไล่จิ้มเอาๆ ๕ ตัวคือมารทั้ง ๕ ตัว ไล่จิ้มเอาๆ หลังชนกำแพง รอบนี้ตายแน่ อย่างนี้จิตถึงจะยอมปล่อยวาง โอ้… กายนี้ใจนี้มีแต่ทุกข์ล้วนๆ บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรนะ หนีมันก็ไม่ได้ เห็นมั้ยเอาไว้ก็ไม่ดีใช่มั้ย หนีไปก็ไม่ได้ เนี่ยจิตยอมรับตรงนี้ จิตเป็นกลางเลย ยอมรับความจริง จิตจะเป็นกลางแล้วยอมรับความเป็นจริง กายนี้ใจนี้ทุกข์นะ ยอมรับมัน ความจริง รู้เลย หนีก็ไม่ได้นะ สู้ก็ไม่ได้ ทำอย่างไรก็ไม่ได้ ทำอย่างไรก็ไม่พ้น ตรงนี้แหละที่จิตจะสลัดคืนกายคืนใจให้โลกไป เป็นภาวะที่พวกเรานึกไม่ถึงน่ะ คิดด้วยคำพูดไม่ได้ นึกเอาไม่ได้ ต้องฝึกเอา เราจะรู้เลยความพ้นทุกข์มีจริง มันสว่าง มันผ่องใสนะ มันมีอวิชาซ่อนอยู่ ถ้าหยาบๆขึ้นมานะ ไม่ใช่อวิชาแล้ว ตื้น กลายเป็นกิเลสหยาบๆแล้ว ตรงที่จิตเข้าถึงความเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้­เบิกบานนั้นแหละ อวิชาซ่อนอยู่ที่นั้นเอง ไม่รู้ ไม่รู้อะไร ไม่รู้ทุกข์ ทุกข์อะไร ไม่รู้ว่าตัวผู้รู้นี้แหละ ตัวทุกข์ มันบังกันอยู่นิดเดียวเอง ถ้าเห็นตัวผู้รู้เป็นตัวทุกข์ ก็เรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว ถ้ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไหร่นะ ก็หมดความยึดถือจิต มันจะสลัดคืนจิตให้โลกไปเลย จะสลัดคืนตัวรู้ คืนตัวรู้ให้โลกไป พอสลัดตัวรู้ทิ้ง ตัณหาจะไม่เกิดอีก ทันที่รู้แจ้งทุกข์นะ มันจะสลัดตัวทุกข์ออกไป พอรู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วมันจะสลัดทิ้งเอง สลัดคืน เรียกว่าสลัดคืน ปฏินิสสัคคะสลัดคืนจริงๆ คืนโลก เนี่ยคำแต่ละคำในพระไตรปิฎก ในตำรับตำรานะ ตรงเป๊ะๆเลย เห็นทุกข์แจ่มแจ้ง เห็นตัวจิตผู้รู้นี้แหละเป็นตัวทุกข์ ไม่ใช่ตัวดีตัววิเศษหรอก ก็สลัดคืนตัวผู้รู้ให้โลกไป ในขณะนั้นละสมุทัยเรียบร้อยแล้ว ความอยากจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว รู้ทุกข์เมื่อไหร่ก็ละสมุทัยในคราวเดียวกั­นเลย ในขณะนั้นแจ้งนิโรธคือพระนิพพานเลย ในขณะเดียวกัน ในขณะนั้นเกิดอริยมรรคเลย ในขณะเดียวกัน อัศจรรย์ อัศจรรย์ที่สุดนะ ธรรมะของพระพุทธเจ้า พวกเราต้องพากเพียรนะ ค่อยๆศึกษาไปเรื่อยๆ แสดงน้อยลง ตอบกลับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น