วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

หน้าที่เราต้องฝึกสติให้เร็วขึ้น เร็ว เร็วมากขึ้นๆ จนใจไหว...แว้บ.รู้ทัน. ถ้าจิตมันตั้งมั่นรู้ว่าไหลออกไปแล้วทุกข์ ก็ตั้งเด่นดวงอยู่ จิตก็เข้าฌานอัตโนมัติ เพราะงั้นถึงเราจะเจริญสติเจริญปัญญาโดยเข้าฌานไม่เป็น ถึงนาทีสุดท้ายที่จะเกิดอริยมรรคอริยผลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่โสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตมรรคเนี่ย จิตจะเข้าฌานของเค้าเอง ยกเว้นคนซึ่งเดินปัญญาอยู่ในฌาน เวลาที่จะเกิดอริยมรรคไม่ต้องถอยออกมาอยู่ในโลกก่อนนะ ไม่ต้องกลับมาอยู่กามภูมิก่อนนะ จิตเค้าจะตัดอยู่ข้างในได้เลย นี่เป็นพวกหนึ่ง แต่รวมความก็คืออริยมรรคไม่เกิดอยู่ในจิตที่อยู่ในกามอย่างพวกเรา อริยมรรคจะต้องเกิดอยู่ในรูปภูมิหรืออรูปภูมินะ จะเกิดอยู่ตรงนั้น ไปล้างกันตรงนั้น จิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ พอจิตเข้าฌานแล้วคราวนี้สติระลึกรู้อยู่ที่จิตนะ ไม่ได้เจตนาระลึก มันรู้เอง เพราะมันไม่แส่ส่ายออกไปที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่แส่ส่ายไปในความคิด ก็หยุดลงที่จิตดวงเดียว สติหยั่งลงที่จิต จิตตั้งมั่นอยู่ที่จิต เพราะงั้นสมาธินี่เต็มสมบูรณ์แล้ว ตั้งมั่นอยู่ที่จิต สติสมบูรณ์แล้ว ระลึกอยู่ที่จิต ปัญญาสมบูรณ์แล้ว เห็นความเป็นจริงทุกสิ่งที่อย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ในจิตนะ ตรงนี้แหละจิตจะไหวตัวขึ้นมาสองสามขณะ คือปรุงขึ้นมานะแต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร ไม่รู้ว่าปรุงอะไร มีความปรุงแต่งเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าปรุงอะไร จะเห็นแต่ว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดับไป จะเห็นอย่างนี้เอง เห็นเอง ถัดจากนั้นนะจิตจะรู้เลยมันไม่มีสาระอะไร จิตมันจืดนะ มันไม่เอาอีกแล้ว ก็แค่เห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้น พอเห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้นสองสามขณะ ความเห็นกลางอย่างแท้จริงเลย รู้อย่างเป็นกลางอย่างแท้จริงไม่ปรุงต่อนะ จิตจะวาง พอมันวางแล้วมันจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ วางจิตแล้วทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละ มันเป็นจิตอีกอย่างหนึ่ง พอจิตดวงเก่ามันดับไป จิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆมันดับไป มันทวนกระแสเข้าหาจิตที่เหนือภพเหนือภูมิ ทวนกระแสเข้ามา ขณะที่มันปล่อยวางจิตดวงเดิมนะ แล้วก็ทวนเข้ามาแต่ยังไม่ถึงธาตุรู้นะ คาบลูกคาบดอก ไม่ได้เกาะขันธ์แล้วนะ แต่ก็ยังเข้ามาไม่ถึงตัวธาตุรู้ ไม่ถึงอมตะธาตุอมตะธรรม ไม่ถึงพระนิพพาน ธาตุรู้ไม่ใช่พระนิพพานนะ แต่ธาตุรู้ไปเห็นพระนิพพาน ต้องแยกให้ออก มันยังทวนไม่ถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ ทำไมไม่ใช่ปุถุชน เพราะมันปล่อยขันธ์แล้ว ขันธ์สุดท้ายที่มันปล่อยก็คือจิต ไม่ใช่พระอริยะ เพราะยังไม่เข้ามาถึงธาตุรู้ ไม่เข้าถึงพระนิพพาน ตัวธาตุรู้นั่นแหละเป็นตัวไปเห็นพระนิพพาน ตรงนี้นะเรียกว่าโคตรภูญาณ ญาณข้ามโคตร มีปัญญาข้ามโคตร ข้ามโคตรจากโคตรไหนมาสู่โคตรไหน? จากโคตรของปุถุชนมาสู่โคตรของอริยชน เพราะงั้นบรรลุมรรคผลแล้วเปลี่ยนโคตรนะ ข้ามจากสกุลของปุถุชน ข้ามมาสู่อริยวงศ์อริยโคตร เรียกญาณข้ามโคตร ไม่ใช่ปุถุชนนะ กำลังข้ามอยู่ ไม่ใช่พระอริยะ มีอยู่ขณะจิตเดียวแหละที่คาบลูกคาบดอกประหลาดอยู่อย่างนี้ ข้ามมา ทวนเข้ามาถึงจิตแท้ ถึงธาตุรู้แท้ๆ ธรรมธาตุ ตัวนี้อริยมรรคก็จะเกิดขึ้น อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตอยู่ถูกอริยมรรคแหวกออกทำลายออก ก็ล้างกิเลส ล้างในพริบตาเดียว ในขณะเดียว วับเดียวเลย ขาดเลย มันคล้ายๆเปิดสวิตซ์ไฟ ปั๊บ สว่างวุ๊บเดียวความมืดหายไปเลย ในพริบตานั้นเลย จากนั้นนะจะเห็นพระนิพพานอีกสองสามขณะ เห็นไม่เท่ากันหรอก บางคนเห็นสองขณะ บางคนเห็นสามขณะถ้าพวกอินทรีย์กล้ามากๆก็เห็นสามขณะ พวกอินทรีย์ยังไม่กล้ามากก็เห็นสองขณะนะ งั้นพระอริยะในภูมิธรรมอันเดียวกันระดับเดียวกัน ความรู้ความเข้าใจไม่เท่ากัน ความแตกฉานอะไรนี้ไม่เท่ากันเห็นพระนิพพานแล้วก็รู้ว่านิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา นิพพานไม่เคยหายไปไหน อยู่ต่อหน้าต่อตานี่แหละ แต่โง่เองไม่เห็น ทำไมไม่เห็น? มัวแต่เห็นแต่กาม มัวแต่เห็นรูปภพ มัวแต่เห็นอรูปภพ จิตไม่รู้จักปล่อย ตรงที่เค้าปล่อยน่ะเค้าข้าม เค้าทิ้งแล้ว ตรงโคตรภูญาณที่จิตข้ามโคตร ข้ามจากปุถุชนมาเป็นพระอริยะ ข้ามตรงนี้มันทิ้งหมดเลยนะ มันทิ้งกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ทิ้งหมดเลย ข้ามมาสู่อริยภูมิ โลกุตรภูมิ ข้ามเอง พวกเราก็มีหน้าที่ภาวนาให้มันพอเท่านั้นแหละนะ ถ้ามันพอเมื่อไหร่มันก็ข้ามโคตรไป เปลี่ยนสกุลไม่ใช่นามสกุลเดิม โดยสมมุติบัญญัติก็เป็นนามสกุลเดิม โดยปรมัตถ์แท้ๆก็ไม่ใช่แล้ว ก็มาเป็นลูกพระพุทธเจ้า หมดการดิ้นรนของจิต หมดความปรุงแต่งของจิต จิตจะค่อยๆ ปรุงน้อยลงๆ ถึงจุดหนึ่งหยุดปั๊บลงไป ตรงหยุดปั๊บลงไปนี่จิตจะรวมเข้าอัปปนาสมาธ­ิโดยสมาธิโดยอัตโนมัติเลย เมื่อรวมเข้าอัปปนาสมาธิแล้ว ตรงนี้จะไม่คิดไม่นึกอะไรแล้ว จะเห็นสภาวธรรม (รูปธรรม นามธรรม) เกิดดับขึ้นภายใน ๒-๓ ขณะ ใจนี้สักว่ารู้สักว่าเห็นอย่างแท้จริง ไม่มีกระทั่งความคิดนึกปรุงแต่งใดๆ สักนิดเดียวเลย ถัดจากนั้น จิตจะวางการรู้สภาวะทบทวนกระแสเข้าหาธาตุร­ู้ พอทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วอริยมรรคจะแห­วกอาสวะกิเลสทั้งหลายหรือสังโยชน์ทั้งหลาย อาสวะที่ห่อหุ้มจิตอยู่ สังโยชน์ที่แทรกอยู่ในจิตจะถูกทำลายออกไป ตรงกระบวนการทำลายล้างนี่ ๑ ขณะเท่านั้น พอขาดสะบั้นลงแล้ว ตรงนี้เราจะเห็นนิพพาน ๒ ขณะบ้าง ๓ ขณะบ้าง ตรงนี้เป็นผลแล้ว เป็นโลกุตรผลนะ ตรงที่เกิดอริยมรรคเรียกว่าโลกุตตรเหตุ มรรคเป็นเหตุ ผลเป็นผล ตรงที่เห็นเป็นผลนี่จะเห็นไม่เท่ากัน พวกที่สติปัญญาแก่กล้าจะเห็นนิพพาน ๓ ครั้ง ๓ ขณะ พวกที่ยังไม่แก่กล้าจะเห็นนิพพาน ๒ ขณะ ถัดจากนั้นจิตจะถอยออกมากลับสู่โลกภายนอกน­ี้ พอกลับมาสู่โลกภายนอก มันจะทวนกลับเข้าไปพิจารณาใหม่ว่าเมื่อกี้­นี้เกิดอะไรขึ้น มันจะรู้เลยว่ากิเลสตัวไหนหายไปแล้ว กิเลสตัวไหนยังเหลืออยู่ รู้ว่ายังมีงานต้องทำอีก แต่ถ้าตัดครั้งที่สี่เป็นพระอรหันต์นะ มันทวนวับเข้าไป มันจะเห็นนิพพานชัดเจนเลย ไม่มีกิเลสอะไรให้ต้องลดละอีกแล้ว มันไม่มีกิเลสเหลือ จะเห็นนิพพานล้วนๆ เราเป็นลูกพระพุทธเจ้า เราต้องเชื่อพ่อแม่ เราต้องรู้กายรู้ใจของเราไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเราจะได้มรดกของพระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้หอบเอานิพพานแล้วหายไปไหน นิพพานยังอยู่เต็มโลกเต็มบริบูรณ์อยู่นี่แ­หละ คนมีบุญวาสนามีปัญญาแก่รอบ เจริญวิปัสสนาแก่รอบแล้วก็จะได้รับ นี่รางวัลสูงสุดของชีวิตอยู่ตรงนี้ ชีวิตที่เหลือเป็นชีวิตที่อิสระโปร่งเบา ปราศจากความอยาก ความยึดและความดิ้นรนปรุงแต่ง ไม่มีความทุกข์หรือสิ่งใดครอบงำจิตได้อีกแ­ล้ว ถ้าสติปัญญาเราพอนะ เรารู้เลยจิตมันแส่ส่ายออกทางตาหูจมูกลิ้น­กายมีแต่ทุกข์จิตไม่แส่ส่าย พอจิตไม่แส่ส่ายจิตก็หลุดออกจากกามภูมิ เข้ารูปภูมิหรืออรูปภูมิ เข้าเองเลยเพราะงั้นพวกเราหัดเจริญสติไปเร­ื่อย พอศีลสมาธิปัญญา สติสมาธิปัญญาแก่รอบนะจิตจะหมดความหลงไหลร­ูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะทั้งหลายมาดึงดูดจิ­ตไหลไปไม่ได้แล้ว อย่างน้อยก็ชั่วขณะ ชั่วขณะเท่านั้นแหละ ถ้าจิตมันตั้งมั่นรู้ไหลออกไปแล้วทุกข์ ก็ตั้งเด่นดวงอยู่ จิตก็เข้าฌานอัตโนมัติ เพราะงั้นถึงเราจะเจริญสติเจริญปัญญาโดยเข­้าฌานไม่เป็น ถึงนาทีสุดท้ายที่จะเกิดอริยมรรคอริยผลในท­ุกขั้นตอน ตั้งแต่โสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตมรรคเนี่ย จิตจะเข้าฌานของเค้าเอง ยกเว้นคนซึ่งเดินปัญญาอยู่ในฌาน เวลาที่จะเกิดอริยมรรคไม่ต้องถอยออกมาอยู่­ในโลกก่อนนะ ไม่ต้องกลับมาอยู่กามภูมิก่อนนะ จิตเค้าจะตัดอยู่ข้างในได้เลย นี่เป็นพวกหนึ่ง แต่รวมความก็คืออริยมรรคไม่เกิดอยู่ในจิตท­ี่อยู่ในกามอย่างพวกเรา อริยมรรคจะต้องเกิดอยู่ในรูปภูมิหรืออรูปภ­ูมินะ จะเกิดอยู่ตรงนั้น ไปล้างกันตรงนั้นจิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ พอจิตเข้าฌานแล้วคราวนี้สติระลึกรู้อยู่ที­่จิตนะไม่ได้เจตนาระลึก มันรู้เอง พอจิตเข้าฌานแล้วคราวนี้ สติระลึกรู้อยู่ที่จิตนะ ไม่ได้เจตนาระลึก มันรู้เองเพราะมันไม่แส่ส่ายไปที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่แส่ส่ายไปในความคิด ก็หยุดตรงที่จิตดวงเดียว สติหยั่งลงที่จิต จิตตั้งมั่นอยู่ที่จิต เพราะฉะนั้นสมาธิเนี่ยเต็มสมบูรณ์แล้ว ตั้งมั่นอยู่ที่จิต สติสมบูรณ์แล้ว ระลึกอยู่ที่จิต ปัญญาสมบูรณ์แล้ว เห็นความเป็นจริงทุกสิ่งทุกอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ในจิต ตรงนี้แหละ จิตจะไหวตัวขึ้นมา สองสามขณะ คือปรุงขึ้นมานะ แต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร ไม่รู้ว่าปรุงอะไร มีความปรุงแต่งเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าปรุงอะไร จะเห็นว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น แล้วสิ่งนั้นดับไป จะเห็นอย่างนี้เอง เห็นเอง ถัดจากนั้นจิตจะรู้เลย มันไม่มีสาระนะ จิตมันจืดนะ มันไม่เอาอีกแล้ว ก็แค่เห็นความปรุงภายในจิตเกิดขึ้น พอเห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้น 2 – 3 ขณะ นะ ความเป็นกลางอย่างแท้จริงเลย รู้อย่างเป็นกลางอย่างแท้จริง ไม่ปรุงต่อนะ จิตจะวาง พอมันวางแล้วมันจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ วางจิตแล้วทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละ แต่เป็นจิตอีกอย่างหนึ่ง จิตดวงเก่าดับไป จิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆดับไป จะทวนกระแสเข้าหาจิตที่อยู่เหนือภพเหนือภูมิ ทวนกระแสเข้ามา ขณะที่มันปล่อยวางจิตดวงเดิมนะ แล้วก็ทวนเข้ามาแต่ยังไม่ถึงธาตุรู้ คาบลูกคาบดอก ยังเกาะอยู่ในขันธ์ แล้วก็ไม่ได้เกาะขันธ์แล้ว คือ ไม่ได้เกาะอยู่ที่จิต แต่ก็ยังเข้ามาไม่ถึงตัวธาตุรู้ ไม่ถึงอมตธาตุอมตธรรม ไม่ถึงพระนิพพาน ธาตุรู้ไม่ใช่พระนิพพานนะ แต่ธาตุรู้ไปเห็นพระนิพพาน นี้ต้องแยกให้ออก มันยังทวนเข้ามาไม่ถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ ทำไมไม่ใช่ปุถุชน เพราะมันปล่อยขันธ์แล้ว ขันธ์สุดท้ายที่มันปล่อยก็คือจิตนะ ไม่ใช่พระอริยะเพราะยังไม่เข้ามาถึงธาตุรู้ ไม่เข้าถึงพระนิพพาน ตัวธาตุรู้นั้นแหละเป็นตัวไปเห็นพระนิพพาน ตรงนี้เรียกว่า โคตรภูญาณ ญาณข้ามโคตร มีปัญญาข้ามโคตร ข้ามโคตร ข้ามจากโคตรไหนไปสู่โคตรไหน จากโคตรของปุถุชนมาสู่โคตรของอริยชน เพราะฉะนั้นบรรลุมรรคผลแล้วนะ เปลี่ยนโคตรนะ อันนี้ข้ามจากสกุลของปุถุชนนะ ข้ามมาสู่อริยวงศ์ อริยโคตร เรียกว่า ญาณข้ามโคตร ไม่ใช่ปุถุชนนะ กำลังข้ามอยู่ ไม่ใช่พระอริยะ มีอยู่ขณะจิตเดียวแหละ ที่คาบลูกคาบดอกประหลาดอยู่อย่างนี้นะ ข้ามเข้ามา ทวนเข้ามาถึงจิตแท้ ถึงธาตุ วิญญาณธาตุ ธาตุรู้แท้ๆแล้ว ธรรมธาตุ ตัวนี้แหละ อริยมรรคก็จะเกิดขึ้น

หน้าที่เราต้องฝึกสติให้เร็วขึ้น เร็ว เร็วมากขึ้นๆ จนใจไหว...แว้บ.รู้ทัน.
ถ้าจิตมันตั้งมั่นรู้ว่าไหลออกไปแล้วทุกข์ ก็ตั้งเด่นดวงอยู่ จิตก็เข้าฌานอัตโนมัติ
เพราะงั้นถึงเราจะเจริญสติเจริญปัญญาโดยเข้าฌานไม่เป็น
ถึงนาทีสุดท้ายที่จะเกิดอริยมรรคอริยผลในทุกขั้นตอน
ตั้งแต่โสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตมรรคเนี่ย จิตจะเข้าฌานของเค้าเอง
ยกเว้นคนซึ่งเดินปัญญาอยู่ในฌาน เวลาที่จะเกิดอริยมรรคไม่ต้องถอยออกมาอยู่ในโลกก่อนนะ
ไม่ต้องกลับมาอยู่กามภูมิก่อนนะ จิตเค้าจะตัดอยู่ข้างในได้เลย นี่เป็นพวกหนึ่ง
แต่รวมความก็คืออริยมรรคไม่เกิดอยู่ในจิตที่อยู่ในกามอย่างพวกเรา
อริยมรรคจะต้องเกิดอยู่ในรูปภูมิหรืออรูปภูมินะ จะเกิดอยู่ตรงนั้น ไปล้างกันตรงนั้น
จิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ พอจิตเข้าฌานแล้วคราวนี้สติระลึกรู้อยู่ที่จิตนะ
ไม่ได้เจตนาระลึก มันรู้เอง เพราะมันไม่แส่ส่ายออกไปที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ
ไม่แส่ส่ายไปในความคิด ก็หยุดลงที่จิตดวงเดียว สติหยั่งลงที่จิต จิตตั้งมั่นอยู่ที่จิต
เพราะงั้นสมาธินี่เต็มสมบูรณ์แล้ว ตั้งมั่นอยู่ที่จิต สติสมบูรณ์แล้ว ระลึกอยู่ที่จิต
ปัญญาสมบูรณ์แล้ว เห็นความเป็นจริงทุกสิ่งที่อย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ในจิตนะ
ตรงนี้แหละจิตจะไหวตัวขึ้นมาสองสามขณะ คือปรุงขึ้นมานะแต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร
ไม่รู้ว่าปรุงอะไร มีความปรุงแต่งเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าปรุงอะไร
จะเห็นแต่ว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดับไป จะเห็นอย่างนี้เอง เห็นเอง
ถัดจากนั้นนะจิตจะรู้เลยมันไม่มีสาระอะไร จิตมันจืดนะ มันไม่เอาอีกแล้ว
ก็แค่เห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้น พอเห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้นสองสามขณะ
ความเห็นกลางอย่างแท้จริงเลย รู้อย่างเป็นกลางอย่างแท้จริงไม่ปรุงต่อนะ จิตจะวาง
พอมันวางแล้วมันจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ วางจิตแล้วทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้
ธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละ มันเป็นจิตอีกอย่างหนึ่ง
พอจิตดวงเก่ามันดับไป จิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆมันดับไป
มันทวนกระแสเข้าหาจิตที่เหนือภพเหนือภูมิ ทวนกระแสเข้ามา
ขณะที่มันปล่อยวางจิตดวงเดิมนะ แล้วก็ทวนเข้ามาแต่ยังไม่ถึงธาตุรู้นะ คาบลูกคาบดอก
ไม่ได้เกาะขันธ์แล้วนะ แต่ก็ยังเข้ามาไม่ถึงตัวธาตุรู้ ไม่ถึงอมตะธาตุอมตะธรรม ไม่ถึงพระนิพพาน
ธาตุรู้ไม่ใช่พระนิพพานนะ แต่ธาตุรู้ไปเห็นพระนิพพาน ต้องแยกให้ออก
มันยังทวนไม่ถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ
ทำไมไม่ใช่ปุถุชน เพราะมันปล่อยขันธ์แล้ว ขันธ์สุดท้ายที่มันปล่อยก็คือจิต
ไม่ใช่พระอริยะ เพราะยังไม่เข้ามาถึงธาตุรู้ ไม่เข้าถึงพระนิพพาน
ตัวธาตุรู้นั่นแหละเป็นตัวไปเห็นพระนิพพาน
ตรงนี้นะเรียกว่าโคตรภูญาณ ญาณข้ามโคตร มีปัญญาข้ามโคตร
ข้ามโคตรจากโคตรไหนมาสู่โคตรไหน? จากโคตรของปุถุชนมาสู่โคตรของอริยชน
เพราะงั้นบรรลุมรรคผลแล้วเปลี่ยนโคตรนะ ข้ามจากสกุลของปุถุชน ข้ามมาสู่อริยวงศ์อริยโคตร
เรียกญาณข้ามโคตร ไม่ใช่ปุถุชนนะ กำลังข้ามอยู่ ไม่ใช่พระอริยะ
มีอยู่ขณะจิตเดียวแหละที่คาบลูกคาบดอกประหลาดอยู่อย่างนี้
ข้ามมา ทวนเข้ามาถึงจิตแท้ ถึงธาตุรู้แท้ๆ ธรรมธาตุ
ตัวนี้อริยมรรคก็จะเกิดขึ้น อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตอยู่ถูกอริยมรรคแหวกออกทำลายออก
ก็ล้างกิเลส ล้างในพริบตาเดียว ในขณะเดียว วับเดียวเลย ขาดเลย
มันคล้ายๆเปิดสวิตซ์ไฟ ปั๊บ สว่างวุ๊บเดียวความมืดหายไปเลย ในพริบตานั้นเลย
จากนั้นนะจะเห็นพระนิพพานอีกสองสามขณะ เห็นไม่เท่ากันหรอก บางคนเห็นสองขณะ บางคนเห็นสามขณะถ้าพวกอินทรีย์กล้ามากๆก็เห็นสามขณะ พวกอินทรีย์ยังไม่กล้ามากก็เห็นสองขณะนะ
งั้นพระอริยะในภูมิธรรมอันเดียวกันระดับเดียวกัน ความรู้ความเข้าใจไม่เท่ากัน ความแตกฉานอะไรนี้ไม่เท่ากันเห็นพระนิพพานแล้วก็รู้ว่านิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา
นิพพานไม่เคยหายไปไหน อยู่ต่อหน้าต่อตานี่แหละ แต่โง่เองไม่เห็น
ทำไมไม่เห็น? มัวแต่เห็นแต่กาม มัวแต่เห็นรูปภพ มัวแต่เห็นอรูปภพ
จิตไม่รู้จักปล่อย ตรงที่เค้าปล่อยน่ะเค้าข้าม เค้าทิ้งแล้ว
ตรงโคตรภูญาณที่จิตข้ามโคตร ข้ามจากปุถุชนมาเป็นพระอริยะ ข้ามตรงนี้มันทิ้งหมดเลยนะ
มันทิ้งกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ทิ้งหมดเลย ข้ามมาสู่อริยภูมิ โลกุตรภูมิ ข้ามเอง
พวกเราก็มีหน้าที่ภาวนาให้มันพอเท่านั้นแหละนะ ถ้ามันพอเมื่อไหร่มันก็ข้ามโคตรไป
เปลี่ยนสกุลไม่ใช่นามสกุลเดิม โดยสมมุติบัญญัติก็เป็นนามสกุลเดิม
โดยปรมัตถ์แท้ๆก็ไม่ใช่แล้ว ก็มาเป็นลูกพระพุทธเจ้า
หมดการดิ้นรนของจิต หมดความปรุงแต่งของจิต จิตจะค่อยๆ ปรุงน้อยลงๆ ถึงจุดหนึ่งหยุดปั๊บลงไป
ตรงหยุดปั๊บลงไปนี่จิตจะรวมเข้าอัปปนาสมาธ­ิโดยสมาธิโดยอัตโนมัติเลย เมื่อรวมเข้าอัปปนาสมาธิแล้ว ตรงนี้จะไม่คิดไม่นึกอะไรแล้ว จะเห็นสภาวธรรม (รูปธรรม นามธรรม) เกิดดับขึ้นภายใน ๒-๓ ขณะ ใจนี้สักว่ารู้สักว่าเห็นอย่างแท้จริง ไม่มีกระทั่งความคิดนึกปรุงแต่งใดๆ สักนิดเดียวเลย ถัดจากนั้น จิตจะวางการรู้สภาวะทบทวนกระแสเข้าหาธาตุร­ู้ พอทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วอริยมรรคจะแห­วกอาสวะกิเลสทั้งหลายหรือสังโยชน์ทั้งหลาย อาสวะที่ห่อหุ้มจิตอยู่ สังโยชน์ที่แทรกอยู่ในจิตจะถูกทำลายออกไป
ตรงกระบวนการทำลายล้างนี่ ๑ ขณะเท่านั้น พอขาดสะบั้นลงแล้ว ตรงนี้เราจะเห็นนิพพาน ๒ ขณะบ้าง ๓ ขณะบ้าง ตรงนี้เป็นผลแล้ว เป็นโลกุตรผลนะ ตรงที่เกิดอริยมรรคเรียกว่าโลกุตตรเหตุ มรรคเป็นเหตุ ผลเป็นผล ตรงที่เห็นเป็นผลนี่จะเห็นไม่เท่ากัน พวกที่สติปัญญาแก่กล้าจะเห็นนิพพาน ๓ ครั้ง ๓ ขณะ พวกที่ยังไม่แก่กล้าจะเห็นนิพพาน ๒ ขณะ
ถัดจากนั้นจิตจะถอยออกมากลับสู่โลกภายนอกน­ี้ พอกลับมาสู่โลกภายนอก มันจะทวนกลับเข้าไปพิจารณาใหม่ว่าเมื่อกี้­นี้เกิดอะไรขึ้น มันจะรู้เลยว่ากิเลสตัวไหนหายไปแล้ว กิเลสตัวไหนยังเหลืออยู่ รู้ว่ายังมีงานต้องทำอีก แต่ถ้าตัดครั้งที่สี่เป็นพระอรหันต์นะ มันทวนวับเข้าไป มันจะเห็นนิพพานชัดเจนเลย ไม่มีกิเลสอะไรให้ต้องลดละอีกแล้ว มันไม่มีกิเลสเหลือ จะเห็นนิพพานล้วนๆ
เราเป็นลูกพระพุทธเจ้า เราต้องเชื่อพ่อแม่ เราต้องรู้กายรู้ใจของเราไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งเราจะได้มรดกของพระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้หอบเอานิพพานแล้วหายไปไหน นิพพานยังอยู่เต็มโลกเต็มบริบูรณ์อยู่นี่แ­หละ คนมีบุญวาสนามีปัญญาแก่รอบ เจริญวิปัสสนาแก่รอบแล้วก็จะได้รับ นี่รางวัลสูงสุดของชีวิตอยู่ตรงนี้ ชีวิตที่เหลือเป็นชีวิตที่อิสระโปร่งเบา ปราศจากความอยาก ความยึดและความดิ้นรนปรุงแต่ง ไม่มีความทุกข์หรือสิ่งใดครอบงำจิตได้อีกแ­ล้ว
ถ้าสติปัญญาเราพอนะ เรารู้เลยจิตมันแส่ส่ายออกทางตาหูจมูกลิ้น­กายมีแต่ทุกข์จิตไม่แส่ส่าย พอจิตไม่แส่ส่ายจิตก็หลุดออกจากกามภูมิ เข้ารูปภูมิหรืออรูปภูมิ เข้าเองเลยเพราะงั้นพวกเราหัดเจริญสติไปเร­ื่อย พอศีลสมาธิปัญญา สติสมาธิปัญญาแก่รอบนะจิตจะหมดความหลงไหลร­ูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะทั้งหลายมาดึงดูดจิ­ตไหลไปไม่ได้แล้ว
อย่างน้อยก็ชั่วขณะ ชั่วขณะเท่านั้นแหละ
ถ้าจิตมันตั้งมั่นรู้ไหลออกไปแล้วทุกข์ ก็ตั้งเด่นดวงอยู่ จิตก็เข้าฌานอัตโนมัติ
เพราะงั้นถึงเราจะเจริญสติเจริญปัญญาโดยเข­้าฌานไม่เป็น
ถึงนาทีสุดท้ายที่จะเกิดอริยมรรคอริยผลในท­ุกขั้นตอน
ตั้งแต่โสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตมรรคเนี่ย จิตจะเข้าฌานของเค้าเอง
ยกเว้นคนซึ่งเดินปัญญาอยู่ในฌาน เวลาที่จะเกิดอริยมรรคไม่ต้องถอยออกมาอยู่­ในโลกก่อนนะ
ไม่ต้องกลับมาอยู่กามภูมิก่อนนะ จิตเค้าจะตัดอยู่ข้างในได้เลย นี่เป็นพวกหนึ่ง
แต่รวมความก็คืออริยมรรคไม่เกิดอยู่ในจิตท­ี่อยู่ในกามอย่างพวกเรา
อริยมรรคจะต้องเกิดอยู่ในรูปภูมิหรืออรูปภ­ูมินะ จะเกิดอยู่ตรงนั้น ไปล้างกันตรงนั้นจิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ พอจิตเข้าฌานแล้วคราวนี้สติระลึกรู้อยู่ที­่จิตนะไม่ได้เจตนาระลึก มันรู้เอง
พอจิตเข้าฌานแล้วคราวนี้ สติระลึกรู้อยู่ที่จิตนะ ไม่ได้เจตนาระลึก มันรู้เองเพราะมันไม่แส่ส่ายไปที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่แส่ส่ายไปในความคิด ก็หยุดตรงที่จิตดวงเดียว สติหยั่งลงที่จิต จิตตั้งมั่นอยู่ที่จิต เพราะฉะนั้นสมาธิเนี่ยเต็มสมบูรณ์แล้ว ตั้งมั่นอยู่ที่จิต สติสมบูรณ์แล้ว ระลึกอยู่ที่จิต ปัญญาสมบูรณ์แล้ว เห็นความเป็นจริงทุกสิ่งทุกอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ในจิต
ตรงนี้แหละ จิตจะไหวตัวขึ้นมา สองสามขณะ คือปรุงขึ้นมานะ แต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร ไม่รู้ว่าปรุงอะไร มีความปรุงแต่งเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าปรุงอะไร จะเห็นว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น แล้วสิ่งนั้นดับไป จะเห็นอย่างนี้เอง เห็นเอง
ถัดจากนั้นจิตจะรู้เลย มันไม่มีสาระนะ จิตมันจืดนะ มันไม่เอาอีกแล้ว ก็แค่เห็นความปรุงภายในจิตเกิดขึ้น พอเห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้น 2 – 3 ขณะ นะ ความเป็นกลางอย่างแท้จริงเลย รู้อย่างเป็นกลางอย่างแท้จริง ไม่ปรุงต่อนะ จิตจะวาง พอมันวางแล้วมันจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ วางจิตแล้วทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ ธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละ แต่เป็นจิตอีกอย่างหนึ่ง จิตดวงเก่าดับไป จิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆดับไป จะทวนกระแสเข้าหาจิตที่อยู่เหนือภพเหนือภูมิ ทวนกระแสเข้ามา
ขณะที่มันปล่อยวางจิตดวงเดิมนะ แล้วก็ทวนเข้ามาแต่ยังไม่ถึงธาตุรู้ คาบลูกคาบดอก ยังเกาะอยู่ในขันธ์ แล้วก็ไม่ได้เกาะขันธ์แล้ว คือ ไม่ได้เกาะอยู่ที่จิต แต่ก็ยังเข้ามาไม่ถึงตัวธาตุรู้ ไม่ถึงอมตธาตุอมตธรรม ไม่ถึงพระนิพพาน ธาตุรู้ไม่ใช่พระนิพพานนะ แต่ธาตุรู้ไปเห็นพระนิพพาน นี้ต้องแยกให้ออก มันยังทวนเข้ามาไม่ถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ ทำไมไม่ใช่ปุถุชน เพราะมันปล่อยขันธ์แล้ว ขันธ์สุดท้ายที่มันปล่อยก็คือจิตนะ ไม่ใช่พระอริยะเพราะยังไม่เข้ามาถึงธาตุรู้ ไม่เข้าถึงพระนิพพาน ตัวธาตุรู้นั้นแหละเป็นตัวไปเห็นพระนิพพาน ตรงนี้เรียกว่า โคตรภูญาณ ญาณข้ามโคตร มีปัญญาข้ามโคตร
ข้ามโคตร ข้ามจากโคตรไหนไปสู่โคตรไหน จากโคตรของปุถุชนมาสู่โคตรของอริยชน เพราะฉะนั้นบรรลุมรรคผลแล้วนะ เปลี่ยนโคตรนะ อันนี้ข้ามจากสกุลของปุถุชนนะ ข้ามมาสู่อริยวงศ์ อริยโคตร เรียกว่า ญาณข้ามโคตร ไม่ใช่ปุถุชนนะ กำลังข้ามอยู่ ไม่ใช่พระอริยะ มีอยู่ขณะจิตเดียวแหละ ที่คาบลูกคาบดอกประหลาดอยู่อย่างนี้นะ ข้ามเข้ามา ทวนเข้ามาถึงจิตแท้ ถึงธาตุ วิญญาณธาตุ ธาตุรู้แท้ๆแล้ว ธรรมธาตุ ตัวนี้แหละ อริยมรรคก็จะเกิดขึ้น

วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ยากเหลือเกินที่จะหลอกกิเลสได้เพราะกิเลสอยู่ในใจเราเราคิดอะไรกิเลสรู้หมดเ...ความชั่วเกิดที่จิต รู้ทันปุ๊บ ความชั่วกระเด็น กลายเป็นดี ก็เห็นอีก จิตปรุงดีก็ทุกข์นะ จิตปรุงชั่วก็ทุกข์อีก เราเฝ้ารู้ไปเรื่อย ถ้าปัญญามันพอนะ จะเห็นเลย ปัญญาเบื้องต้นมันจะเห็นเลยว่า ทุกอย่างเกิดแล้วดับ ปัญญาเบื้องปลายจะเห็นว่า ทุกอย่างนั้นแหละทุกข์ ถ้าเห็นแจ้งทุกข์ จิตจะสลัดคืนกองทุกข์ให้โลก คืนกายคืนใจให้โลกไป ถ้าจิตเราไม่ยึดถือในรูปนามกายใจนะ จะไม่ยึดถืออะไรในโลกอีกแล้ว จะเป็นอิสระ ใจจะโปร่งโล่งเบา มีความสุขอยู่อย่างนั้นแหละทั้งวันทั้งคืน เข้าถึงความสุขอีกชนิดหนึ่งแล้ว ความสุขที่มหาศาลเลย คือความสุขของพระนิพพาน จิตซึ่งไปสัมผัสพระนิพพาน ก็ได้สัมผัสความสุขของพระนิพพานมา มีความสุขมหาศาล จิตที่สัมผัสพระนิพพานมีความสุข ท่านบอกว่า “นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ” นิพพานเป็นบรมสุข สุขจริงๆ สุขที่พวกเรารู้จักในวันนี้นะ เล็กน้อยมากเลยนะ ถ้าเทียบกับสุขในธรรมะที่ปราณีตขึ้นเป็นลำดับๆ สุขของเราอย่างนี้เรียกว่า “กามสุข” กินของอร่อยมีความสุข เห็นของสวยๆมีความสุข ได้ยินเสียงไพเราะๆ เสียงชมเสียงอะไรเหล่านี้ มีความสุข นี้เป็นกามสุข กามสุขที่โลกเขาใฝ่หาเนี่ย เล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับฌานสุข ถ้าเราทำฌานทำสมาธิได้ เราจะรู้เลยว่า กามสุขเป็นเรื่องเล็กน้อย สกปรกโสโครก ความสุขของกามเนี่ย คล้ายๆเด็กที่ไร้เดียงสาไปเล่นไส้เดือนกิ้งกือ เล่นของขยะสกปรก เล่นได้หมดเลย

ธรรมที่ไม่เนิ่นความชั่วเกิดที่จิต รู้ทันปุ๊บ ความชั่วกระเด็น กลายเป็นดี ก็เห็นอีก จิตปรุงดีก็ทุกข์นะ จิตปรุงชั่วก็ทุกข์อีก เราเฝ้ารู้ไปเรื่อย ถ้าปัญญามันพอนะ จะเห็นเลย ปัญญาเบื้องต้นมันจะเห็นเลยว่า ทุกอย่างเกิดแล้วดับ ปัญญาเบื้องปลายจะเห็นว่า ทุกอย่างนั้นแหละทุกข์ ถ้าเห็นแจ้งทุกข์ จิตจะสลัดคืนกองทุกข์ให้โลก คืนกายคืนใจให้โลกไป ถ้าจิตเราไม่ยึดถือในรูปนามกายใจนะ จะไม่ยึดถืออะไรในโลกอีกแล้ว จะเป็นอิสระ ใจจะโปร่งโล่งเบา มีความสุขอยู่อย่างนั้นแหละทั้งวันทั้งคืน เข้าถึงความสุขอีกชนิดหนึ่งแล้ว ความสุขที่มหาศาลเลย คือความสุขของพระนิพพาน จิตซึ่งไปสัมผัสพระนิพพาน ก็ได้สัมผัสความสุขของพระนิพพานมา มีความสุขมหาศาล จิตที่สัมผัสพระนิพพานมีความสุข ท่านบอกว่า “นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ” นิพพานเป็นบรมสุข สุขจริงๆ สุขที่พวกเรารู้จักในวันนี้นะ เล็กน้อยมากเลยนะ ถ้าเทียบกับสุขในธรรมะที่ปราณีตขึ้นเป็นลำดับๆ สุขของเราอย่างนี้เรียกว่า “กามสุข” กินของอร่อยมีความสุข เห็นของสวยๆมีความสุข ได้ยินเสียงไพเราะๆ เสียงชมเสียงอะไรเหล่านี้ มีความสุข นี้เป็นกามสุข กามสุขที่โลกเขาใฝ่หาเนี่ย เล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับฌานสุข ถ้าเราทำฌานทำสมาธิได้ เราจะรู้เลยว่า กามสุขเป็นเรื่องเล็กน้อย สกปรกโสโครก ความสุขของกามเนี่ย คล้ายๆเด็กที่ไร้เดียงสาไปเล่นไส้เดือนกิ้งกือ เล่นของขยะสกปรก เล่นได้หมดเลย ก็มีความสุข เด็กไปเล่นดินเล่นทรายสกปรกนะ ตัวมอมแมมหน้ามอมแมมไปหมด มันมีความสุข เนี่ยกามสุขมันเป็นแบบนั้น ฌานสุขมันสูงกว่านั้นนะ ฌานสุขมันเป็นสุขที่มันอิ่มมันเต็มมากขึ้น แต่ว่าความสุขในโลกุตตระ ความสุขในพระนิพพานนั้นน่ะ ฌานสุขเทียบไม่ติดเลย ฌานนั้นแหละกลายเป็นตัวทุกข์เลย คนที่ทรงฌานก็จะเห็นว่ากามสุขนั้นเป็นตัวทุกข์ แต่ว่าคนซึ่งเข้าถึงโลกุตตระแล้ว ก็ยังเห็นอีกว่าฌานนั้นแหละเป็นตัวทุกข์ จะเห็นกันเป็นลำดับๆไปนะ คล้ายๆพัฒนาขึ้นไปๆตามสติปัญญาที่แก่กล้าขึ้นไปๆ ถ้าเราสัมผัสพระนิพพานแล้ว เราจะรู้เลยว่าโลกนี้หาสาระแก่นสารไม่ได้ โลกนี้เหมือนฝัน ความสุขเหมือนกับฝันอยู่เท่านั้นแหละ ไม่ใช่มีของจริงอะไรให้เราดูเลย ความสุขของพระนิพพานนั้นเหมือนกับของจริง มันเหมือนว่าเรากลับบ้านเราได้แล้ว เราเป็นเด็กหลงทางหาทางกลับบ้านไม่เจอ วันนี้เรากลับถึงบ้านได้แล้ว มันมีความสุขนะ เจอพ่อเจอแม่ของเรา คือเจอพระพุทธเจ้า จิตของเรานั้นแหละ กับพระพุทธเจ้า จะหลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกัน จิตของเรากับพระธรรมจะหลอมรวมเข้าเป็นสิ่งเดียวกัน จิตนั้นแหละก็คือตัวพระสงฆ์ พระรัตนตรัยรวมเข้าเป็นหนึ่งที่จิตนั้นเอง ที่จิตที่บริสุทธิ์จิตที่สะอาด จะมีความสุขที่ไม่มีอะไรเหมือน

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สิ้นเสียงสิ้นกรรมธรรมบรรลุอรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๑. อธิมุตตเถรคาถา อรรถกถาเถรคาถา วีสตินิบาต อรรถกถาอธิมุตตเถรคาถาที่ ๑ ในวีสตินิบาต คาถาของท่านพระอธิมุตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยญฺญตฺถํ วา ธนตฺถํ วา ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร? แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าอัตถทัสสี บังเกิดในตระกูลที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ รู้เดียงสาแล้ว เมื่อพระศาสดาปรินิพพานไป ได้อุปัฏฐากภิกษุสงฆ์ ยังมหาทานให้เป็นไปแล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในท้องของน้องสาวท่านพระสังกิจจเถระ ได้มีชื่อว่าอธิมุตตะ. ท่านเจริญวัยแล้ว ได้บวชในสำนักของพระเถระผู้เป็นลุง บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งๆ ที่ดำรงอยู่ในภูมิของสามเณรก็ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑- เมื่อพระโลกนาถนามว่าอัตถทัสสี ผู้เป็นอุดมบุคคล เสด็จนิพพานแล้ว เรามีจิตเลื่อมใส บำรุงภิกษุสงฆ์ เรานิมนต์ภิกษุสงฆ์ผู้ซื่อตรง มีจิตตั้งมั่น แล้วเอาอ้อยมากระทำมณฑป นิมนต์ให้พระสงฆ์ผู้เป็นรัตนะอันสูงสุดฉันอ้อย เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ จะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ในกำเนิดนั้นๆ เราย่อมครอบงำสัตว์ทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม. ในกัปที่ ๑๑๘ เราได้ให้ทานใดไว้ในกาลนั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายอ้อย. คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ____________________________ ๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๓๘ ก็ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ให้กาลเวลาล่วงไปด้วยความสุขในสมาบัติ มีความประสงค์จะอุปสมบท คิดว่าจะบอกลามารดา จึงไปหามารดา ในระหว่างทางได้พบโจร ๕๐๐ คนผู้เที่ยวหาเนื้อเพื่อจะทำพลีกรรมแก่เทวดา. ฝ่ายพวกโจรได้จับตัวท่านด้วยหวังว่า จักทำเป็นพลีแก่เทวดา. ท่านอธิมุตตะนั้นแม้จะถูกพวกโจรจับก็ไม่กลัว ไม่หวาดหวั่น ได้มีสีหน้าผ่องใสยืนอยู่. หัวหน้าโจรเห็นดังนั้นเกิดอัศจรรย์จิตอย่างไม่เคยเป็น เมื่อจะสรรเสริญจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า เมื่อก่อน เราได้ฆ่าสัตว์เหล่าใดเพื่อบูชายัญ หรือ เพื่อปล้นทรัพย์ สัตว์เหล่านั้นหมดอำนาจ เกิดความกลัว ตัวสั่นและพร่ำเพ้ออยู่ แต่ความกลัวมิได้มีแก่ท่านเลย ซ้ำยังมีสีหน้าผ่องใสยิ่งนัก เมื่อภัยใหญ่เห็นปานนี้ปรากฏ แล้ว เหตุไรท่านจึงไม่คร่ำครวญ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยญฺญตฺถํ ได้แก่ เพื่อบูชา หรือเพื่อกระทำพลีกรรมแก่เทวดาทั้งหลาย. วา ศัพท์ เป็นอรรถวิกัปปะ กำหนดหมายเอา. บทว่า ธนตฺถํ แปลว่า เพื่อปล้นทรัพย์สมบัติ. บทว่า เย หนาม มยํ ปุเร ความว่า เมื่อก่อนพวกเราได้ฆ่าสัตว์เหล่าใด. จริงอยู่ บทว่า หนาม นี้ เป็นคำบอกปัจจุบันกาล ใช้ในอรรถเป็นอดีตกาล. บทว่า อวเส ได้แก่ กระทำให้หมดอำนาจ คือไม่ให้เสรีภาพ. บทว่า ตํ ได้แก่ เตสํ คือแก่สัตว์เหล่านั้น. บางอาจารย์กล่าวว่า อวเสสํ หมดสิ้น ดังนี้ก็มี. (ความแห่งบาลีนั้นว่า) แก่สัตว์ทั้งหมดเว้นท่านไว้ผู้หนึ่ง ในบรรดาสัตว์ที่พวกเราจับมา. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า ภยํ โหติ ความว่า ย่อมมีความกลัวแต่ความตาย อันเป็นเหตุให้สัตว์เหล่านั้นตัวสั่น บ่นเพ้อ คือตัวสั่นเพราะจิตสะดุ้งกลัว บ่น เพ้อพูดคำมีอาทิว่า ข้าแต่นาย พวกฉันจักให้สิ่งนี้และสิ่งนี้แก่ท่านทั้งหลาย พวกฉันจักยอมเป็นทาสของท่านทั้งหลาย. บทว่า ตสฺส เต ความว่า แก่ท่านผู้ใด อันเราทั้งหลายประสงค์จะปลงชีวิตเพื่อทำพลีกรรมแก่เทวดา เงื้อดาบคุกคามอยู่นั้น. บทว่า ภีตตฺตํ แปลว่า ความเป็นคนกลัว. อธิบายว่า ความกลัว. บทว่า ภิยฺโย วณฺโณ ปสีทติ ความว่า สีหน้าของท่านย่อมผ่องใสแม้ยิ่งกว่าสีตามปกติ. ได้ยินว่า ในคราวนั้น พระเถระเกิดความปิติโสมนัสเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าพวกโจรเหล่านี้จักฆ่าเรา. เราก็จักปรินิพพานโดยหมดเชื้อในบัดนี้แหละ ภาระคือทุกข์จักปราศจากไป. บทว่า เอวรูโป มหพฺภเย ความว่า เมื่อปรากฏมรณภัยอันใหญ่หลวงเช่นนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เอวรูเป มหพฺภเย นี้เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถว่า เหตุบัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงธรรมโดยมุ่งให้คำตอบแก่หัวหน้าโจร จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ความว่า ดูก่อนนายโจร ทุกข์ทางใจย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ห่วงใย ในชีวิต ความกลัวทั้งปวง อันเราผู้สิ้นสังโยชน์ล่วงพ้นได้ แล้ว เมื่อตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว ความกลัวตาย ในปัจจุบัน มิได้มีด้วยประการใดประการหนึ่งเลย ดุจบุรุษ ไม่กลัวความหนัก เพราะวางภาระแล้วฉะนั้น พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้ธรรมเราก็อบรมดี แล้ว เราไม่มีความกลัวตาย เหมือนบุคคลไม่กลัวโรค เพราะ โรคสิ้นไปแล้วฉะนั้น พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้มรรคเราก็อบรมดี แล้ว ภพทั้งหลายอันไม่น่ายินดี เราได้เห็นแล้ว เหมือนคน ดื่มยาพิษแล้วบ้วนทิ้งฉะนั้น บุคคลผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ไม่มีความถือมั่น ทำกิจเสร็จ แล้ว หมดอาสวะ ย่อมยินดี เพราะเหตุความสิ้นอายุ เหมือน บุคคลพ้นจากการถูกประหารฉะนั้น บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้ว ไม่มีความต้องการ อะไรในโลกทั้งปวง ย่อมไม่เศร้าโศกในเวลาตาย ดุจบุคคล ออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ฉะนั้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ก็ดี ภพที่สัตว์ได้อยู่ใน โลกนี้ก็ดี พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ได้ตรัสไว้ว่า สิ่งทั้งหมดนี้ไม่เป็นอิสระ ผู้ใดรู้แจ้งธรรมข้อนั้น เหมือนดัง ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมไม่ยึดถือภพไรๆ ดัง บุคคลไม่จับก้อนเหล็กแดงอันร้อนโชนฉะนั้น. เราไม่มีความคิดว่าได้มีมาแล้ว จักมีต่อไป สังขารทั้ง หลายจักปราศจากไป จะคร่ำครวญไปทำไมใน เพราะสังขาร เหล่านั้นเล่า. ดูก่อนนายโจร ความกลัวย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็น ตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งธรรมอันบริสุทธิ์และ ความสืบต่อสังขารอันบริสุทธิ์. เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็น โลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื่อนั้นบุคคลนั้นย่อม ไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี. เรารำคาญด้วยสรีระ เราไม่ต้องการภพ ร่างกายนี้จัก แตกไป และจักไม่มีร่างกายอื่น ถ้าท่านทั้งหลายจะทำกิจใด ด้วยร่างกายของเรา ก็จงทำกิจนั้นเถิด. ความขัดเคืองและความรักใคร่ในร่างกายนั้น จักไม่มี แก่เรา เพราะเหตุที่ท่านทั้งหลายทำกิจ ตามปรารถนาด้วย ร่างกายของเรานั้น. พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวคาถานี้ไว้ว่า โจรทั้งหลายได้ฟังคำนั้นของท่านอันน่าอัศจรรย์ ทำให้ขนลุกชูชัน ดังนั้นแล้ว จึงพากันวางศัสตราวุธแล้ว กล่าวคำนี้. เบื้องหน้าแต่นี้ไป ๓ คาถาเป็นคาถาถามพวกโจร และคาถาตอบของพระเถระ พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายได้กล่าวเป็นคาถาไว้ดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความไม่เศร้าโศกที่ท่านได้นี้ เพราะท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ หรือใครเป็นอาจารย์ของ ท่าน หรือเพราะอาศัยคำสั่งสอนของใคร. พระศาสดาผู้เป็นสัพพัญญูรู้เห็นธรรมทั้งปวง ชนะ หมู่มาร มีพระกรุณาใหญ่ ผู้รักษาพยาบาลชาวโลกทั้ง ปวง เป็นอาจารย์ของเรา ธรรมเครื่องให้ถึงความสิ้น อาสวะอันยอดเยี่ยมนี้ พระองค์ทรงแสดงไว้แล้ว ความ ไม่เศร้าโศก เราได้เพราะอาศัยคำสั่งสอนของพระองค์. พวกโจรฟังถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตของพระเถระ ผู้เป็นฤาษีแล้ว พากันวางศัสตราและอาวุธ บางพวกงด เว้นจากโจรกรรม บางพวกก็ขอบรรพชา โจรเหล่านั้น ครั้นได้บรรพชาในศาสนาของพระ สุคตแล้ว ได้เจริญโพชฌงค์และพลธรรม เป็นบัณฑิต มีจิตเฟื่องฟู เบิกบาน มีอินทรีย์อันอบรมดีแล้ว ได้บรรลุ สันตบท คือพระนิพพานอันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นตฺถิ เจตสิกํ ทุกฺขํ อนเปกฺขสฺส คามณิ ความว่า ดูก่อนนายโจร ทุกข์ทางใจคือความโทมนัส ดุจน้ำเหลืองมีโลหิตเป็นสภาวะ ย่อมไม่มีแก่คนเช่นเรา ชื่อว่าผู้ไม่มีความห่วงใย เพราะไม่มีความห่วงใยคือตัณหา. พระเถระกล่าวถึงความไม่มีความกลัวโดยอ้างถึงความไม่มีโทมนัส ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความกลัวทั้งปวงเราล่วงพ้นได้แล้ว บทว่า อติกฺกนฺตา ภยา สพฺเพ ความว่า มหาภัย ๒๕ ประการและภัยอื่นแม้ทั้งหมด พระอรหันต์ผู้สิ้นสังโยชน์ก้าวล่วงแล้ว คือล่วงพ้นแล้วเด็ดขาด. อธิบายว่า ไปปราศแล้ว. บทว่า ทิฏฺเฐ ธมฺเม ยถาตเถ ความว่า ธรรมคือสัจจะทั้ง ๔ เราเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันสัมปยุตด้วยมรรค โดยการกำหนดรู้การละ การทำให้แจ้งและการอบรม. บทว่า มรเณ ได้แก่ เพราะความตายเป็นเหตุ. บทว่า ภารนิกฺเขปเน ยถา ความว่า บุรุษไรๆ ปลดเปลื้องภาระหนักมากที่เทินไว้บนศีรษะ ย่อมไม่กลัว เพราะปลงคือวางภาระนั้นเสียฉันใด ข้ออุปไมยนี้ก็ฉันนั้น. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๑- เบญจขันธ์เป็นภาระหนัก ก็บุคคลเป็นผู้นำภาระไป การยึดถือเอาภาระไว้เป็นทุกข์ในโลก การปลงภาระเสีย ได้เป็นสุข ดังนี้. ____________________________ ๑- สํ. ขนฺธ. เล่ม ๑๗/ข้อ ๕๓ ภารสุตฺต บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุจิณฺณํ ได้แก่ ประพฤติดีอีกแล้ว. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ ศาสนพรหมจรรย์อันสงเคราะห์ในสิกขา ๓ เพราะเหตุนั้นแหละ แม้มรรคเราก็อบรมดีแล้ว คือ แม้อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เราก็อบรมไว้โดยชอบทีเดียว. บทว่า โรคานมิว สงฺขเย ความว่า คนเช่นเราย่อมไม่มีความกลัวตายอันเป็นที่สิ้นโรคคือขันธ์ เหมือนคนถูกโรคมากหลายครอบงำ กระสับกระส่าย เมื่อโรคทั้งหลายหายไป ย่อมมีแต่ปิติและโสมนัสเท่านั้น. บทว่า นิรสฺสาทา ภวา ทิฏฺฐา ความว่า เราเห็นภพทั้ง ๓ ถูกสามัญญลักษณะ ๓ มีความเป็นทุกข์เป็นต้นครอบงำไว้ ถูกไฟ ๑๑ กองติดโชนแล้ว ไม่น่ายินดี คือหมดความชื่นใจ. บทว่า วิสํ ปิตฺวาว ฉฑฺฑิตํ ความว่า เราย่อมไม่กลัวความตาย เหมือนคนดื่มยาพิษด้วยความพลั้งเผลอแล้วทิ้งไป ด้วยประโยค (คือการกระทำ) เช่นนั้น. บทว่า มุตฺโต อาฆาตนา ยถา ความว่า บุคคลถูกพวกโจรนำไปยังที่ฆ่าเพื่อจะฆ่า รอดพ้นมาจากที่นั้นได้ด้วยอุบายบางอย่าง ย่อมร่าเริงยินดีฉันใด บุคคลผู้ชื่อว่าถึงฝั่ง เพราะได้พระนิพพานอันเป็นฝั่งแห่งสงสารก็ฉันนั้น เป็นผู้ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทานทั้ง ๔ ชื่อว่าผู้กระทำกิจเสร็จแล้ว เพราะทำกิจ ๑๖ ประการมีปริญญากิจเป็นต้นเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะด้วยกามาสวะเป็นต้น เพราะความสิ้นอายุ คือเพราะเหตุสิ้นอายุ จึงเป็นผู้ยินดี คือเป็นผู้มีความโสมนัส. บทว่า อุตฺตมํ แปลว่า ประเสริฐสุด. บทว่า ธมฺมตํ ได้แก่ สภาวะแห่งธรรม คือความเป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์เป็นต้น มีความสำเร็จเป็นเหตุ ในเมื่อได้สำเร็จพระอรหัต. บทว่า สพฺพโลเก ได้แก่ แม้ในโลกทั้งปวง คือในโลกแม้ที่ประกอบไปด้วยความเป็นผู้มีอายุยืน และความเป็นผู้พร้อมมูลด้วยความสุข เป็นต้น. บทว่า อนตฺถิโก ได้แก่ เป็นผู้ไม่ห่วงใย. บทว่า อาทิตฺตาว ฆรา มุตฺโต ความว่า บุคคลไรๆ ออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้รอบด้าน กำลังลุกโชติช่วง จากนั้นย่อมไม่เศร้าโศก เพราะออกไปได้ฉันใด ท่านผู้มีอาสวะสิ้นแล้วย่อมไม่เศร้าโศก เพราะการตายเป็นเหตุก็ฉันนั้น. บทว่า ยทตฺถํ สงฺคตํ กิญฺจิ ความว่า ความเกี่ยวข้องอย่างใดอย่างหนึ่ง คือการสมาคมกัน การประชุมร่วมกันกับสัตว์หรือสังขารทั้งหลายมีอยู่ คือหาได้อยู่ในโลกนี้. บาลีว่า สงฺขตํ ดังนี้ก็มี, ความแห่งบาลีนั้นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันปัจจัยอาศัยกันเกิดขึ้นสร้างไว้ คืออาศัยกันเกิดขึ้น. บทว่า ภโววา ยตฺถ ลพฺภติ ความว่า ย่อมได้อุปบัติภพใด ในหมู่สัตว์ใด. บทว่า สพฺพํ อนิสฺสรํ เอตํ ความว่า สิ่งทั้งหมดนั้นเว้นจากความเป็นอิสระ คือใครๆ ไม่อาจแผ่ความเป็นใหญ่ไปในโลกนี้ว่า จงเป็นอย่างนั้น. บทว่า อิติ วุตฺตํ มเหสินา ความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา. เพราะฉะนั้น จึงมีวาจาประกอบความว่า ผู้รู้แจ้งว่า สิ่งนั้นไม่เป็นใหญ่ดังนี้ จึงไม่เศร้าโศกเพราะความตาย. บทว่า น คณฺหาติ ภวํ กิญฺจิ ความว่า พระอริยสาวกใดรู้ชัดภพทั้ง ๓ นั้นโดยประการที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยนัยมีอาทิว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้ ด้วยมรรคปัญญาอันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา พระอริยสาวกนั้นย่อมไม่ยึดถือภพไรๆ จะเป็นภพน้อยหรือภพใหญ่ก็ตาม. อธิบายว่า ไม่กระทำความอยากในภพนั้น เหมือนบุรุษไรๆ ผู้ต้องการความสุข ย่อมไม่เอามือจับก้อนเหล็กที่ร้อนโชนอยู่ตลอดทั้งวันฉะนั้น. บทว่า น เม โหติ อโหสึ ความว่า ความเป็นไปแห่งจิตของเราย่อมไม่มี ด้วยอำนาจความเห็นว่าเป็นตัวตนว่า ในอดีตกาลอันนาน เราได้เป็นผู้เช่นนี้ ดังนี้ เพราะเราถอนทิฏฐิเสียหมดสิ้นแล้ว และเพราะเราเห็นสภาพแห่งธรรมได้ถ่องแท้แล้ว. บทว่า ภวิสฺสนฺติ น โหติ เม ความว่า เพราะเหตุนั่นแล เราย่อมไม่มีแม้ความคิดอย่างนี้ว่า ในอนาคตกาลอันนาน เราจักเป็น คือพึงเป็นผู้เช่นนี้ คือเป็นอย่างไรหนอแล. บทว่า สงฺขารา วิคมิสฺสนฺติ ความว่า แต่เรามีความคิดอย่างนี้ว่า สังขารทั้งหลายแลเป็นไปตามปัจจัย, อะไรจะเป็นตนหรือสิ่งที่มีอยู่ในตนก็ตาม ย่อมไม่มีในสังขารนี้ และสังขารเหล่านั้นแลจักปราศจากไป คือพินาศไปได้ จักแตกไปทุกๆ ขณะ. บทว่า ตตฺถ กา ปริเทวนา ความว่า เมื่อเราเห็นอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าความร่ำไรอะไรเล่าจักมีในสังขารนั้น. บทว่า สุทฺธํ ได้แก่ ล้วนไม่เจือปนด้วยสาระในตน. บทว่า ธมฺมสมุปฺปาทํ ได้แก่ การเกิดขึ้นแห่งปัจจัยและธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น คือความดำเนินไปเพียงสักว่าธรรมมีสังขารเป็นต้น เพราะปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้น. บทว่า สงฺขารสนฺตตึ ได้แก่ ความเกี่ยวเนื่องกันแห่งสังขารมีประเภทแห่งกิเลสกรรมและวิบาก. บทว่า ปสฺสนฺตสฺส ยถาภูตํ ได้แก่ ผู้รู้ตามความเป็นจริง ด้วยมรรคปัญญา พร้อมกับวิปัสสนาปัญญา. บทว่า ติณกฏฺฐสมํ โลกํ ความว่า เมื่อใครๆ ถือเอาหญ้าและไม้ที่เขาไม่หวงแหนในป่า คนอื่นย่อมไม่มีความคิดว่า ผู้นี้ถือเอาสิ่งของของเราฉันใด บุคคลนั้นก็ฉันนั้น ในกาลใด ย่อมเห็นด้วยปัญญาซึ่งสังขารโลกอันเสมอด้วยหญ้าและไม้ เพราะความเป็นของไม่มีเจ้าของ ในกาลนั้น บุคคลนั้นเมื่อไม่รู้คือไม่ประสบ ไม่ได้คือไม่กระทำความเป็นของเราในสังขารโลกนั้น. บทว่า นตฺถิ เม ความว่า ย่อมไม่เศร้าโศกว่า นั้นเป็นเราหนอ สิ่งนั้นไม่มีแก่เรา. บทว่า อุกฺกณฺฐามิ สรีเรน ความว่า เรารำคาญกายนี้อันไม่มีสาระ บรรเทาได้ยากเป็นทุกข์อันรู้อะไรไม่ได้ มีสภาพไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียดและปฏิกูล คือเราเบื่อหน่ายกายนี้ดำรงอยู่อย่างนี้. บทว่า ภเวนมฺหิ อนตฺถิโก ความว่า เราไม่ต้องการภพแม้ทุกอย่าง คือเราไม่ปรารถนาภพไรๆ. บทว่า โสยํ ภิชฺชิสฺสติ กาโย ความว่า บัดนี้ กายของเรานี้จักแตกด้วยประโยค คือการกระทำของท่าน หรือจักแตกไปในที่อื่นโดยประการอื่น. บทว่า อญฺโญ จ น ภวิสฺสติ ความว่า กายอื่นจักไม่มีแก่เราต่อไป เพราะไม่มีภพใหม่. บทว่า ยํ โว กิจฺจํ สรีเรน ความว่า ถ้าท่านทั้งหลายมีประโยชน์ใดด้วยสรีระนี้ จงทำประโยชน์นั้นตามที่ท่านทั้งหลายปรารถนา. บทว่า น เม ตปฺปจฺจยา ความว่า มีสรีระนั้นเป็นนิมิต คือมีการกระทำกิจตามที่พวกท่านปรารถนาด้วยสรีระนี้เป็นเหตุ. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในโจรเหล่านั้น ทั้งผู้ที่กระทำและผู้ไม่ได้กระทำ. บทว่า โทโส เปมญฺจ เหหิติ อธิบายว่า ความขัดเคืองและความยินดีโดยลำดับจักไม่มี เพราะเราละความอาลัยในภพของตนเสียโดยประการทั้งปวงแล้ว. แม้เมื่อไม่มีความขัดเคืองและความรักใคร่ในคนอื่น เพราะมีคนอื่นเป็นเหตุ ก็เพราะพวกท่านทำกิจตามปรารถนาด้วยร่างกายของเรานั้นเป็นเหตุ ท่านจึงกล่าวคำว่า ตตฺถ ในโจรเหล่านั้นด้วยอำนาจตามที่ได้บรรลุ (ธรรม). บทว่า ตสฺส ได้แก่ ของพระอธิมุตตเถระ. บทว่า ตํ วจนํ ความว่า ได้ฟังคำมีอาทิว่า ทุกข์ทางใจย่อมไม่มี อันแสดงถึงความไม่กลัวตาย ต่อแต่นั้นแหละ เป็นเหตุให้ขนลุกชูชันอันไม่เคยเป็น. บทว่า มาณวา ได้แก่ พวกโจร. จริงอยู่ พวกโจรเขาเรียกกันว่า มาณวะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า ไปกับพวกโจรผู้ที่โจรกรรม และที่ไม่ได้ทำโจรกรรม. บทว่า กึ ภทนฺเต กริตฺวาน ความว่า ท่านผู้เจริญ เพราะกระทำกรรมคือตบะ ชื่อไร. พวกโจรได้กล่าวความนั่น คือกล่าวด้วยการถามว่า หรือใครเป็นอาจารย์ของท่าน หรือเพราะอาศัยคำสั่งสอนคือโอวาทของใคร ท่านจึงได้ความไม่เศร้าโศกนี้ คือไม่มีความเศร้าโศกในเวลาจะตาย. พระเถระได้ฟังดังนั้น เมื่อจะตอบคำถามของพวกโจรนั้น จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า สพฺพพฺญู ผู้ทรงรู้ทุกอย่าง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพญฺญู ความว่า ชื่อว่าพระสัพพัญญู เพราะทรงรู้สิ่งทั้งปวงอันต่างด้วยเรื่องอดีตเป็นต้น เพราะทรงบรรลุอนาวรณญาณอันเป็นไป แนบเนื่องด้วยความจำนงหวัง (คือเมื่อทรงต้องการก็ใช้ได้ทันที) สามารถตรัสรู้ธรรมทั้งปวง โดยประการทั้งปวง โดยไม่ต้องอ้างถึงผู้อื่น. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ จึงทรงชื่อว่าเห็นธรรมทั้งปวง เพราะทรงเห็นธรรมทั้งปวงด้วยสมันตจักษุ. พระสัพพัญญุตญาณก็คือพระอนาวรณญาณของเราตถาคตนั้นนั่นเอง, ย่อมไม่ผิดจากบาลีที่ว่าด้วยอสาธารณญาณ เพราะพระญาณเดียวนั่นแหละตรัสไว้ ๒ ประการ เพื่อจะทรงแสดงว่าเป็นพระญาณที่ไม่ทั่วไปกับพระสาวกอื่นๆ โดยมุ่งถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้น. ก็คำใดที่ควรกล่าวในที่นี้ คำนั้นได้กล่าวไว้พิสดารแล้วในอรรถกถาอิติวุตตกะ เพราะเหตุนั้น พึงทราบความนัยที่กล่าวไว้ในอรรถกถาอิติวุตตกะนั้นเถิด. มีวาจาประกอบความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าพระชินะเพราะทรงชนะมารทั้ง ๕ ชื่อว่าทรงประกอบด้วยมหากรุณา เพราะทรงประกอบด้วยพระกรุณาอันใหญ่หลวงที่ทรงน้อมให้เป็นไปในสัตว์ทุกหมู่เหล่าที่ต่างกันโดยจำแนกว่าเป็นผู้ต่ำทรามเป็นต้น. ชื่อว่าพระศาสดา เพราะทรงพร่ำสอนเวไนยสัตว์ตามสมควรด้วยทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์และปรมัตถประโยชน์ แต่นั้นแหละชื่อว่ารักษาพยาบาลสัตวโลกทั้งปวง เพราะทรงเยียวยาโรค คือกิเลสของสัตวโลกทั้งมวล พระองค์เป็นอาจารย์ของเรา. บทว่า ขยคามี แปลว่า เป็นเครื่องดำเนินไปสู่พระนิพพาน. เมื่อพระเถระประกาศคุณของพระศาสดาและของพระศาสนาอย่างนี้แล้ว โจรบางพวกกลับได้ศรัทธาบวช บางพวกประกาศความเป็นอุบาสก. พระธรรมสังคาหกาจารย์เมื่อจะแสดงความนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาโดยนัยมีอาทิว่า สุตฺวาน โจรา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิสิโน ได้แก่ พระอธิมุตตเถระชื่อว่าฤาษี เพราะอรรถว่าแสวงหาคุณมีอธิศีลสิกขาเป็นต้น. บทว่า นิกฺขิปฺป แปลว่า ละแล้ว. บทว่า สตฺถานิ จ อาวุธานิ จ ได้แก่ ศาสตรามีมีดเป็นต้น และอาวุธมีแล่งธนูเป็นต้น. บทว่า ตมฺหา จ กมฺมา ได้แก่ จากโจรกรรมนั้น. บทว่า เต ปพฺพชิตฺวา สุคตสฺส สาสเน ความว่า โจรเหล่านั้นเข้าถึงการบรรพชาในศาสนาของพระผู้มีพระภาคสุคตเจ้า ด้วยอาการมีการดำเนินไปอันงามเป็นต้น. ชื่อว่ามีจิตเฟื่องฟู เพราะประกอบด้วยความปิติอันมีความเฟื่องฟูเป็นลักษณะ ซึ่งได้บรรลุแล้วด้วยภาวนาพิเศษ. บทว่า สุมนา แปลว่า ผู้ถึงความโสมนัส. บทว่า กตินฺทฺริยา ได้แก่ ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว. บทว่า ผุสึสุ ได้แก่ บรรลุพระนิพพานอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้ เพราะได้บรรลุพระอรหัตมรรค. ได้ยินว่า ท่านอธิมุตตะกระทำพวกโจรให้หมดพยศแล้ว พักพวกโจรเหล่านั้นไว้ในที่นั้นเอง (ส่วนตน) ไปหามารดา บอกลามารดาแล้วกลับมา พากันไปยังสำนักของพระอุปัชฌาย์ พร้อมกับโจรเหล่านั้นแล้ว ให้บรรพชาอุปสมบท. ลำดับนั้น จึงบอกกรรมฐานแก่ท่านเหล่านั้น ไม่นานนัก ท่านเหล่านั้นก็ดำรงอยู่ในพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้นได้บรรพชาแล้ว ... ฯลฯ ... ได้บรรลุสันตบทอันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้. จบอรรถกถาอธิมุตตเถรคาถาที่ ๑

คำสอนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายอรรถกถา ขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๑. อธิมุตตเถรคาถา อรรถกถาเถรคาถา วีสตินิบาต อรรถกถาอธิมุตตเถรคาถาที่ ๑ ในวีสตินิบาต คาถาของท่านพระอธิมุตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยญฺญตฺถํ วา ธนตฺถํ วา ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร? แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าอัตถทัสสี บังเกิดในตระกูลที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ รู้เดียงสาแล้ว เมื่อพระศาสดาปรินิพพานไป ได้อุปัฏฐากภิกษุสงฆ์ ยังมหาทานให้เป็นไปแล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในท้องของน้องสาวท่านพระสังกิจจเถระ ได้มีชื่อว่าอธิมุตตะ. ท่านเจริญวัยแล้ว ได้บวชในสำนักของพระเถระผู้เป็นลุง บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งๆ ที่ดำรงอยู่ในภูมิของสามเณรก็ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑- เมื่อพระโลกนาถนามว่าอัตถทัสสี ผู้เป็นอุดมบุคคล เสด็จนิพพานแล้ว เรามีจิตเลื่อมใส บำรุงภิกษุสงฆ์ เรานิมนต์ภิกษุสงฆ์ผู้ซื่อตรง มีจิตตั้งมั่น แล้วเอาอ้อยมากระทำมณฑป นิมนต์ให้พระสงฆ์ผู้เป็นรัตนะอันสูงสุดฉันอ้อย เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ จะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม ในกำเนิดนั้นๆ เราย่อมครอบงำสัตว์ทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม. ในกัปที่ ๑๑๘ เราได้ให้ทานใดไว้ในกาลนั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายอ้อย. คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ____________________________ ๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๓๘ ก็ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ให้กาลเวลาล่วงไปด้วยความสุขในสมาบัติ มีความประสงค์จะอุปสมบท คิดว่าจะบอกลามารดา จึงไปหามารดา ในระหว่างทางได้พบโจร ๕๐๐ คนผู้เที่ยวหาเนื้อเพื่อจะทำพลีกรรมแก่เทวดา. ฝ่ายพวกโจรได้จับตัวท่านด้วยหวังว่า จักทำเป็นพลีแก่เทวดา. ท่านอธิมุตตะนั้นแม้จะถูกพวกโจรจับก็ไม่กลัว ไม่หวาดหวั่น ได้มีสีหน้าผ่องใสยืนอยู่. หัวหน้าโจรเห็นดังนั้นเกิดอัศจรรย์จิตอย่างไม่เคยเป็น เมื่อจะสรรเสริญจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า เมื่อก่อน เราได้ฆ่าสัตว์เหล่าใดเพื่อบูชายัญ หรือ เพื่อปล้นทรัพย์ สัตว์เหล่านั้นหมดอำนาจ เกิดความกลัว ตัวสั่นและพร่ำเพ้ออยู่ แต่ความกลัวมิได้มีแก่ท่านเลย ซ้ำยังมีสีหน้าผ่องใสยิ่งนัก เมื่อภัยใหญ่เห็นปานนี้ปรากฏ แล้ว เหตุไรท่านจึงไม่คร่ำครวญ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยญฺญตฺถํ ได้แก่ เพื่อบูชา หรือเพื่อกระทำพลีกรรมแก่เทวดาทั้งหลาย. วา ศัพท์ เป็นอรรถวิกัปปะ กำหนดหมายเอา. บทว่า ธนตฺถํ แปลว่า เพื่อปล้นทรัพย์สมบัติ. บทว่า เย หนาม มยํ ปุเร ความว่า เมื่อก่อนพวกเราได้ฆ่าสัตว์เหล่าใด. จริงอยู่ บทว่า หนาม นี้ เป็นคำบอกปัจจุบันกาล ใช้ในอรรถเป็นอดีตกาล. บทว่า อวเส ได้แก่ กระทำให้หมดอำนาจ คือไม่ให้เสรีภาพ. บทว่า ตํ ได้แก่ เตสํ คือแก่สัตว์เหล่านั้น. บางอาจารย์กล่าวว่า อวเสสํ หมดสิ้น ดังนี้ก็มี. (ความแห่งบาลีนั้นว่า) แก่สัตว์ทั้งหมดเว้นท่านไว้ผู้หนึ่ง ในบรรดาสัตว์ที่พวกเราจับมา. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า ภยํ โหติ ความว่า ย่อมมีความกลัวแต่ความตาย อันเป็นเหตุให้สัตว์เหล่านั้นตัวสั่น บ่นเพ้อ คือตัวสั่นเพราะจิตสะดุ้งกลัว บ่น เพ้อพูดคำมีอาทิว่า ข้าแต่นาย พวกฉันจักให้สิ่งนี้และสิ่งนี้แก่ท่านทั้งหลาย พวกฉันจักยอมเป็นทาสของท่านทั้งหลาย. บทว่า ตสฺส เต ความว่า แก่ท่านผู้ใด อันเราทั้งหลายประสงค์จะปลงชีวิตเพื่อทำพลีกรรมแก่เทวดา เงื้อดาบคุกคามอยู่นั้น. บทว่า ภีตตฺตํ แปลว่า ความเป็นคนกลัว. อธิบายว่า ความกลัว. บทว่า ภิยฺโย วณฺโณ ปสีทติ ความว่า สีหน้าของท่านย่อมผ่องใสแม้ยิ่งกว่าสีตามปกติ. ได้ยินว่า ในคราวนั้น พระเถระเกิดความปิติโสมนัสเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าพวกโจรเหล่านี้จักฆ่าเรา. เราก็จักปรินิพพานโดยหมดเชื้อในบัดนี้แหละ ภาระคือทุกข์จักปราศจากไป. บทว่า เอวรูโป มหพฺภเย ความว่า เมื่อปรากฏมรณภัยอันใหญ่หลวงเช่นนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เอวรูเป มหพฺภเย นี้เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถว่า เหตุบัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงธรรมโดยมุ่งให้คำตอบแก่หัวหน้าโจร จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ความว่า ดูก่อนนายโจร ทุกข์ทางใจย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ห่วงใย ในชีวิต ความกลัวทั้งปวง อันเราผู้สิ้นสังโยชน์ล่วงพ้นได้ แล้ว เมื่อตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว ความกลัวตาย ในปัจจุบัน มิได้มีด้วยประการใดประการหนึ่งเลย ดุจบุรุษ ไม่กลัวความหนัก เพราะวางภาระแล้วฉะนั้น พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้ธรรมเราก็อบรมดี แล้ว เราไม่มีความกลัวตาย เหมือนบุคคลไม่กลัวโรค เพราะ โรคสิ้นไปแล้วฉะนั้น พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้มรรคเราก็อบรมดี แล้ว ภพทั้งหลายอันไม่น่ายินดี เราได้เห็นแล้ว เหมือนคน ดื่มยาพิษแล้วบ้วนทิ้งฉะนั้น บุคคลผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ไม่มีความถือมั่น ทำกิจเสร็จ แล้ว หมดอาสวะ ย่อมยินดี เพราะเหตุความสิ้นอายุ เหมือน บุคคลพ้นจากการถูกประหารฉะนั้น บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้ว ไม่มีความต้องการ อะไรในโลกทั้งปวง ย่อมไม่เศร้าโศกในเวลาตาย ดุจบุคคล ออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ฉะนั้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ก็ดี ภพที่สัตว์ได้อยู่ใน โลกนี้ก็ดี พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ได้ตรัสไว้ว่า สิ่งทั้งหมดนี้ไม่เป็นอิสระ ผู้ใดรู้แจ้งธรรมข้อนั้น เหมือนดัง ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมไม่ยึดถือภพไรๆ ดัง บุคคลไม่จับก้อนเหล็กแดงอันร้อนโชนฉะนั้น. เราไม่มีความคิดว่าได้มีมาแล้ว จักมีต่อไป สังขารทั้ง หลายจักปราศจากไป จะคร่ำครวญไปทำไมใน เพราะสังขาร เหล่านั้นเล่า. ดูก่อนนายโจร ความกลัวย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็น ตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งธรรมอันบริสุทธิ์และ ความสืบต่อสังขารอันบริสุทธิ์. เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็น โลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื่อนั้นบุคคลนั้นย่อม ไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี. เรารำคาญด้วยสรีระ เราไม่ต้องการภพ ร่างกายนี้จัก แตกไป และจักไม่มีร่างกายอื่น ถ้าท่านทั้งหลายจะทำกิจใด ด้วยร่างกายของเรา ก็จงทำกิจนั้นเถิด. ความขัดเคืองและความรักใคร่ในร่างกายนั้น จักไม่มี แก่เรา เพราะเหตุที่ท่านทั้งหลายทำกิจ ตามปรารถนาด้วย ร่างกายของเรานั้น. พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวคาถานี้ไว้ว่า โจรทั้งหลายได้ฟังคำนั้นของท่านอันน่าอัศจรรย์ ทำให้ขนลุกชูชัน ดังนั้นแล้ว จึงพากันวางศัสตราวุธแล้ว กล่าวคำนี้. เบื้องหน้าแต่นี้ไป ๓ คาถาเป็นคาถาถามพวกโจร และคาถาตอบของพระเถระ พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายได้กล่าวเป็นคาถาไว้ดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความไม่เศร้าโศกที่ท่านได้นี้ เพราะท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ หรือใครเป็นอาจารย์ของ ท่าน หรือเพราะอาศัยคำสั่งสอนของใคร. พระศาสดาผู้เป็นสัพพัญญูรู้เห็นธรรมทั้งปวง ชนะ หมู่มาร มีพระกรุณาใหญ่ ผู้รักษาพยาบาลชาวโลกทั้ง ปวง เป็นอาจารย์ของเรา ธรรมเครื่องให้ถึงความสิ้น อาสวะอันยอดเยี่ยมนี้ พระองค์ทรงแสดงไว้แล้ว ความ ไม่เศร้าโศก เราได้เพราะอาศัยคำสั่งสอนของพระองค์. พวกโจรฟังถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตของพระเถระ ผู้เป็นฤาษีแล้ว พากันวางศัสตราและอาวุธ บางพวกงด เว้นจากโจรกรรม บางพวกก็ขอบรรพชา โจรเหล่านั้น ครั้นได้บรรพชาในศาสนาของพระ สุคตแล้ว ได้เจริญโพชฌงค์และพลธรรม เป็นบัณฑิต มีจิตเฟื่องฟู เบิกบาน มีอินทรีย์อันอบรมดีแล้ว ได้บรรลุ สันตบท คือพระนิพพานอันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นตฺถิ เจตสิกํ ทุกฺขํ อนเปกฺขสฺส คามณิ ความว่า ดูก่อนนายโจร ทุกข์ทางใจคือความโทมนัส ดุจน้ำเหลืองมีโลหิตเป็นสภาวะ ย่อมไม่มีแก่คนเช่นเรา ชื่อว่าผู้ไม่มีความห่วงใย เพราะไม่มีความห่วงใยคือตัณหา. พระเถระกล่าวถึงความไม่มีความกลัวโดยอ้างถึงความไม่มีโทมนัส ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความกลัวทั้งปวงเราล่วงพ้นได้แล้ว บทว่า อติกฺกนฺตา ภยา สพฺเพ ความว่า มหาภัย ๒๕ ประการและภัยอื่นแม้ทั้งหมด พระอรหันต์ผู้สิ้นสังโยชน์ก้าวล่วงแล้ว คือล่วงพ้นแล้วเด็ดขาด. อธิบายว่า ไปปราศแล้ว. บทว่า ทิฏฺเฐ ธมฺเม ยถาตเถ ความว่า ธรรมคือสัจจะทั้ง ๔ เราเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันสัมปยุตด้วยมรรค โดยการกำหนดรู้การละ การทำให้แจ้งและการอบรม. บทว่า มรเณ ได้แก่ เพราะความตายเป็นเหตุ. บทว่า ภารนิกฺเขปเน ยถา ความว่า บุรุษไรๆ ปลดเปลื้องภาระหนักมากที่เทินไว้บนศีรษะ ย่อมไม่กลัว เพราะปลงคือวางภาระนั้นเสียฉันใด ข้ออุปไมยนี้ก็ฉันนั้น. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๑- เบญจขันธ์เป็นภาระหนัก ก็บุคคลเป็นผู้นำภาระไป การยึดถือเอาภาระไว้เป็นทุกข์ในโลก การปลงภาระเสีย ได้เป็นสุข ดังนี้. ____________________________ ๑- สํ. ขนฺธ. เล่ม ๑๗/ข้อ ๕๓ ภารสุตฺต บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุจิณฺณํ ได้แก่ ประพฤติดีอีกแล้ว. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ ศาสนพรหมจรรย์อันสงเคราะห์ในสิกขา ๓ เพราะเหตุนั้นแหละ แม้มรรคเราก็อบรมดีแล้ว คือ แม้อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เราก็อบรมไว้โดยชอบทีเดียว. บทว่า โรคานมิว สงฺขเย ความว่า คนเช่นเราย่อมไม่มีความกลัวตายอันเป็นที่สิ้นโรคคือขันธ์ เหมือนคนถูกโรคมากหลายครอบงำ กระสับกระส่าย เมื่อโรคทั้งหลายหายไป ย่อมมีแต่ปิติและโสมนัสเท่านั้น. บทว่า นิรสฺสาทา ภวา ทิฏฺฐา ความว่า เราเห็นภพทั้ง ๓ ถูกสามัญญลักษณะ ๓ มีความเป็นทุกข์เป็นต้นครอบงำไว้ ถูกไฟ ๑๑ กองติดโชนแล้ว ไม่น่ายินดี คือหมดความชื่นใจ. บทว่า วิสํ ปิตฺวาว ฉฑฺฑิตํ ความว่า เราย่อมไม่กลัวความตาย เหมือนคนดื่มยาพิษด้วยความพลั้งเผลอแล้วทิ้งไป ด้วยประโยค (คือการกระทำ) เช่นนั้น. บทว่า มุตฺโต อาฆาตนา ยถา ความว่า บุคคลถูกพวกโจรนำไปยังที่ฆ่าเพื่อจะฆ่า รอดพ้นมาจากที่นั้นได้ด้วยอุบายบางอย่าง ย่อมร่าเริงยินดีฉันใด บุคคลผู้ชื่อว่าถึงฝั่ง เพราะได้พระนิพพานอันเป็นฝั่งแห่งสงสารก็ฉันนั้น เป็นผู้ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทานทั้ง ๔ ชื่อว่าผู้กระทำกิจเสร็จแล้ว เพราะทำกิจ ๑๖ ประการมีปริญญากิจเป็นต้นเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะด้วยกามาสวะเป็นต้น เพราะความสิ้นอายุ คือเพราะเหตุสิ้นอายุ จึงเป็นผู้ยินดี คือเป็นผู้มีความโสมนัส. บทว่า อุตฺตมํ แปลว่า ประเสริฐสุด. บทว่า ธมฺมตํ ได้แก่ สภาวะแห่งธรรม คือความเป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์เป็นต้น มีความสำเร็จเป็นเหตุ ในเมื่อได้สำเร็จพระอรหัต. บทว่า สพฺพโลเก ได้แก่ แม้ในโลกทั้งปวง คือในโลกแม้ที่ประกอบไปด้วยความเป็นผู้มีอายุยืน และความเป็นผู้พร้อมมูลด้วยความสุข เป็นต้น. บทว่า อนตฺถิโก ได้แก่ เป็นผู้ไม่ห่วงใย. บทว่า อาทิตฺตาว ฆรา มุตฺโต ความว่า บุคคลไรๆ ออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้รอบด้าน กำลังลุกโชติช่วง จากนั้นย่อมไม่เศร้าโศก เพราะออกไปได้ฉันใด ท่านผู้มีอาสวะสิ้นแล้วย่อมไม่เศร้าโศก เพราะการตายเป็นเหตุก็ฉันนั้น. บทว่า ยทตฺถํ สงฺคตํ กิญฺจิ ความว่า ความเกี่ยวข้องอย่างใดอย่างหนึ่ง คือการสมาคมกัน การประชุมร่วมกันกับสัตว์หรือสังขารทั้งหลายมีอยู่ คือหาได้อยู่ในโลกนี้. บาลีว่า สงฺขตํ ดังนี้ก็มี, ความแห่งบาลีนั้นว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันปัจจัยอาศัยกันเกิดขึ้นสร้างไว้ คืออาศัยกันเกิดขึ้น. บทว่า ภโววา ยตฺถ ลพฺภติ ความว่า ย่อมได้อุปบัติภพใด ในหมู่สัตว์ใด. บทว่า สพฺพํ อนิสฺสรํ เอตํ ความว่า สิ่งทั้งหมดนั้นเว้นจากความเป็นอิสระ คือใครๆ ไม่อาจแผ่ความเป็นใหญ่ไปในโลกนี้ว่า จงเป็นอย่างนั้น. บทว่า อิติ วุตฺตํ มเหสินา ความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา. เพราะฉะนั้น จึงมีวาจาประกอบความว่า ผู้รู้แจ้งว่า สิ่งนั้นไม่เป็นใหญ่ดังนี้ จึงไม่เศร้าโศกเพราะความตาย. บทว่า น คณฺหาติ ภวํ กิญฺจิ ความว่า พระอริยสาวกใดรู้ชัดภพทั้ง ๓ นั้นโดยประการที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยนัยมีอาทิว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้ ด้วยมรรคปัญญาอันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา พระอริยสาวกนั้นย่อมไม่ยึดถือภพไรๆ จะเป็นภพน้อยหรือภพใหญ่ก็ตาม. อธิบายว่า ไม่กระทำความอยากในภพนั้น เหมือนบุรุษไรๆ ผู้ต้องการความสุข ย่อมไม่เอามือจับก้อนเหล็กที่ร้อนโชนอยู่ตลอดทั้งวันฉะนั้น. บทว่า น เม โหติ อโหสึ ความว่า ความเป็นไปแห่งจิตของเราย่อมไม่มี ด้วยอำนาจความเห็นว่าเป็นตัวตนว่า ในอดีตกาลอันนาน เราได้เป็นผู้เช่นนี้ ดังนี้ เพราะเราถอนทิฏฐิเสียหมดสิ้นแล้ว และเพราะเราเห็นสภาพแห่งธรรมได้ถ่องแท้แล้ว. บทว่า ภวิสฺสนฺติ น โหติ เม ความว่า เพราะเหตุนั่นแล เราย่อมไม่มีแม้ความคิดอย่างนี้ว่า ในอนาคตกาลอันนาน เราจักเป็น คือพึงเป็นผู้เช่นนี้ คือเป็นอย่างไรหนอแล. บทว่า สงฺขารา วิคมิสฺสนฺติ ความว่า แต่เรามีความคิดอย่างนี้ว่า สังขารทั้งหลายแลเป็นไปตามปัจจัย, อะไรจะเป็นตนหรือสิ่งที่มีอยู่ในตนก็ตาม ย่อมไม่มีในสังขารนี้ และสังขารเหล่านั้นแลจักปราศจากไป คือพินาศไปได้ จักแตกไปทุกๆ ขณะ. บทว่า ตตฺถ กา ปริเทวนา ความว่า เมื่อเราเห็นอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าความร่ำไรอะไรเล่าจักมีในสังขารนั้น. บทว่า สุทฺธํ ได้แก่ ล้วนไม่เจือปนด้วยสาระในตน. บทว่า ธมฺมสมุปฺปาทํ ได้แก่ การเกิดขึ้นแห่งปัจจัยและธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น คือความดำเนินไปเพียงสักว่าธรรมมีสังขารเป็นต้น เพราะปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้น. บทว่า สงฺขารสนฺตตึ ได้แก่ ความเกี่ยวเนื่องกันแห่งสังขารมีประเภทแห่งกิเลสกรรมและวิบาก. บทว่า ปสฺสนฺตสฺส ยถาภูตํ ได้แก่ ผู้รู้ตามความเป็นจริง ด้วยมรรคปัญญา พร้อมกับวิปัสสนาปัญญา. บทว่า ติณกฏฺฐสมํ โลกํ ความว่า เมื่อใครๆ ถือเอาหญ้าและไม้ที่เขาไม่หวงแหนในป่า คนอื่นย่อมไม่มีความคิดว่า ผู้นี้ถือเอาสิ่งของของเราฉันใด บุคคลนั้นก็ฉันนั้น ในกาลใด ย่อมเห็นด้วยปัญญาซึ่งสังขารโลกอันเสมอด้วยหญ้าและไม้ เพราะความเป็นของไม่มีเจ้าของ ในกาลนั้น บุคคลนั้นเมื่อไม่รู้คือไม่ประสบ ไม่ได้คือไม่กระทำความเป็นของเราในสังขารโลกนั้น. บทว่า นตฺถิ เม ความว่า ย่อมไม่เศร้าโศกว่า นั้นเป็นเราหนอ สิ่งนั้นไม่มีแก่เรา. บทว่า อุกฺกณฺฐามิ สรีเรน ความว่า เรารำคาญกายนี้อันไม่มีสาระ บรรเทาได้ยากเป็นทุกข์อันรู้อะไรไม่ได้ มีสภาพไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียดและปฏิกูล คือเราเบื่อหน่ายกายนี้ดำรงอยู่อย่างนี้. บทว่า ภเวนมฺหิ อนตฺถิโก ความว่า เราไม่ต้องการภพแม้ทุกอย่าง คือเราไม่ปรารถนาภพไรๆ. บทว่า โสยํ ภิชฺชิสฺสติ กาโย ความว่า บัดนี้ กายของเรานี้จักแตกด้วยประโยค คือการกระทำของท่าน หรือจักแตกไปในที่อื่นโดยประการอื่น. บทว่า อญฺโญ จ น ภวิสฺสติ ความว่า กายอื่นจักไม่มีแก่เราต่อไป เพราะไม่มีภพใหม่. บทว่า ยํ โว กิจฺจํ สรีเรน ความว่า ถ้าท่านทั้งหลายมีประโยชน์ใดด้วยสรีระนี้ จงทำประโยชน์นั้นตามที่ท่านทั้งหลายปรารถนา. บทว่า น เม ตปฺปจฺจยา ความว่า มีสรีระนั้นเป็นนิมิต คือมีการกระทำกิจตามที่พวกท่านปรารถนาด้วยสรีระนี้เป็นเหตุ. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในโจรเหล่านั้น ทั้งผู้ที่กระทำและผู้ไม่ได้กระทำ. บทว่า โทโส เปมญฺจ เหหิติ อธิบายว่า ความขัดเคืองและความยินดีโดยลำดับจักไม่มี เพราะเราละความอาลัยในภพของตนเสียโดยประการทั้งปวงแล้ว. แม้เมื่อไม่มีความขัดเคืองและความรักใคร่ในคนอื่น เพราะมีคนอื่นเป็นเหตุ ก็เพราะพวกท่านทำกิจตามปรารถนาด้วยร่างกายของเรานั้นเป็นเหตุ ท่านจึงกล่าวคำว่า ตตฺถ ในโจรเหล่านั้นด้วยอำนาจตามที่ได้บรรลุ (ธรรม). บทว่า ตสฺส ได้แก่ ของพระอธิมุตตเถระ. บทว่า ตํ วจนํ ความว่า ได้ฟังคำมีอาทิว่า ทุกข์ทางใจย่อมไม่มี อันแสดงถึงความไม่กลัวตาย ต่อแต่นั้นแหละ เป็นเหตุให้ขนลุกชูชันอันไม่เคยเป็น. บทว่า มาณวา ได้แก่ พวกโจร. จริงอยู่ พวกโจรเขาเรียกกันว่า มาณวะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า ไปกับพวกโจรผู้ที่โจรกรรม และที่ไม่ได้ทำโจรกรรม. บทว่า กึ ภทนฺเต กริตฺวาน ความว่า ท่านผู้เจริญ เพราะกระทำกรรมคือตบะ ชื่อไร. พวกโจรได้กล่าวความนั่น คือกล่าวด้วยการถามว่า หรือใครเป็นอาจารย์ของท่าน หรือเพราะอาศัยคำสั่งสอนคือโอวาทของใคร ท่านจึงได้ความไม่เศร้าโศกนี้ คือไม่มีความเศร้าโศกในเวลาจะตาย. พระเถระได้ฟังดังนั้น เมื่อจะตอบคำถามของพวกโจรนั้น จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า สพฺพพฺญู ผู้ทรงรู้ทุกอย่าง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพญฺญู ความว่า ชื่อว่าพระสัพพัญญู เพราะทรงรู้สิ่งทั้งปวงอันต่างด้วยเรื่องอดีตเป็นต้น เพราะทรงบรรลุอนาวรณญาณอันเป็นไป แนบเนื่องด้วยความจำนงหวัง (คือเมื่อทรงต้องการก็ใช้ได้ทันที) สามารถตรัสรู้ธรรมทั้งปวง โดยประการทั้งปวง โดยไม่ต้องอ้างถึงผู้อื่น. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ จึงทรงชื่อว่าเห็นธรรมทั้งปวง เพราะทรงเห็นธรรมทั้งปวงด้วยสมันตจักษุ. พระสัพพัญญุตญาณก็คือพระอนาวรณญาณของเราตถาคตนั้นนั่นเอง, ย่อมไม่ผิดจากบาลีที่ว่าด้วยอสาธารณญาณ เพราะพระญาณเดียวนั่นแหละตรัสไว้ ๒ ประการ เพื่อจะทรงแสดงว่าเป็นพระญาณที่ไม่ทั่วไปกับพระสาวกอื่นๆ โดยมุ่งถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้น. ก็คำใดที่ควรกล่าวในที่นี้ คำนั้นได้กล่าวไว้พิสดารแล้วในอรรถกถาอิติวุตตกะ เพราะเหตุนั้น พึงทราบความนัยที่กล่าวไว้ในอรรถกถาอิติวุตตกะนั้นเถิด. มีวาจาประกอบความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าพระชินะเพราะทรงชนะมารทั้ง ๕ ชื่อว่าทรงประกอบด้วยมหากรุณา เพราะทรงประกอบด้วยพระกรุณาอันใหญ่หลวงที่ทรงน้อมให้เป็นไปในสัตว์ทุกหมู่เหล่าที่ต่างกันโดยจำแนกว่าเป็นผู้ต่ำทรามเป็นต้น. ชื่อว่าพระศาสดา เพราะทรงพร่ำสอนเวไนยสัตว์ตามสมควรด้วยทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์และปรมัตถประโยชน์ แต่นั้นแหละชื่อว่ารักษาพยาบาลสัตวโลกทั้งปวง เพราะทรงเยียวยาโรค คือกิเลสของสัตวโลกทั้งมวล พระองค์เป็นอาจารย์ของเรา. บทว่า ขยคามี แปลว่า เป็นเครื่องดำเนินไปสู่พระนิพพาน. เมื่อพระเถระประกาศคุณของพระศาสดาและของพระศาสนาอย่างนี้แล้ว โจรบางพวกกลับได้ศรัทธาบวช บางพวกประกาศความเป็นอุบาสก. พระธรรมสังคาหกาจารย์เมื่อจะแสดงความนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาโดยนัยมีอาทิว่า สุตฺวาน โจรา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิสิโน ได้แก่ พระอธิมุตตเถระชื่อว่าฤาษี เพราะอรรถว่าแสวงหาคุณมีอธิศีลสิกขาเป็นต้น. บทว่า นิกฺขิปฺป แปลว่า ละแล้ว. บทว่า สตฺถานิ จ อาวุธานิ จ ได้แก่ ศาสตรามีมีดเป็นต้น และอาวุธมีแล่งธนูเป็นต้น. บทว่า ตมฺหา จ กมฺมา ได้แก่ จากโจรกรรมนั้น. บทว่า เต ปพฺพชิตฺวา สุคตสฺส สาสเน ความว่า โจรเหล่านั้นเข้าถึงการบรรพชาในศาสนาของพระผู้มีพระภาคสุคตเจ้า ด้วยอาการมีการดำเนินไปอันงามเป็นต้น. ชื่อว่ามีจิตเฟื่องฟู เพราะประกอบด้วยความปิติอันมีความเฟื่องฟูเป็นลักษณะ ซึ่งได้บรรลุแล้วด้วยภาวนาพิเศษ. บทว่า สุมนา แปลว่า ผู้ถึงความโสมนัส. บทว่า กตินฺทฺริยา ได้แก่ ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว. บทว่า ผุสึสุ ได้แก่ บรรลุพระนิพพานอันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้ เพราะได้บรรลุพระอรหัตมรรค. ได้ยินว่า ท่านอธิมุตตะกระทำพวกโจรให้หมดพยศแล้ว พักพวกโจรเหล่านั้นไว้ในที่นั้นเอง (ส่วนตน) ไปหามารดา บอกลามารดาแล้วกลับมา พากันไปยังสำนักของพระอุปัชฌาย์ พร้อมกับโจรเหล่านั้นแล้ว ให้บรรพชาอุปสมบท. ลำดับนั้น จึงบอกกรรมฐานแก่ท่านเหล่านั้น ไม่นานนัก ท่านเหล่านั้นก็ดำรงอยู่ในพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้นได้บรรพชาแล้ว ... ฯลฯ ... ได้บรรลุสันตบทอันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้. จบอรรถกถาอธิมุตตเถรคาถาที่ ๑

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วิธี การ ระงับ ข้อพิพาท วิวาทะ การทะเลาะ วิวาท การโต้เถียง และอธิกรณ์กุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์ ปรารถนาจะตรัสรู้บทอันสงบแล้วอยู่พึงบำเพ็ญไตรสิกขา กุลบุตรนั้นพึงเป็นผู้อาจหาญเป็นผู้ตรง ซื่อตรงว่าง่ายอ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง สันโดษ เลี้ยงง่าย มีกิจน้อย มีความประพฤติเบากาย จิตมีอินทรีย์อันสงบระงับ มีปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน ไม่คะนอง ไม่พัวพันในสกุลทั้งหลาย ไม่พึงประพฤติทุจริตเล็กน้อยอะไร ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านผู้รู้เหล่าอื่นติเตียนได้ พึงแผ่ไมตรีจิตใจสัตว์ทั้งหลายว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้มีสุข มีความเกษม มีตนถึงความสุขเถิด

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การเกิดอริยมรรคถ้าสติปัญญาเราพอนะ เรารู้เลยจิตมันแส่ส่ายออกทางตาหูจมูกลิ้น­­กายมีแต่ทุกข์จิตไม่แส่ส่าย พอจิตไม่แส่ส่ายจิตก็หลุดออกจากกามภูมิ เข้ารูปภูมิหรืออรูปภูมิ เข้าเองเลยเพราะงั้นพวกเราหัดเจริญสติไปเร­­ื่อย พอศีลสมาธิปัญญา สติสมาธิปัญญาแก่รอบนะจิตจะหมดความหลงไหลร­­ูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะทั้งหลายมาดึงดูดจ­ิ­ตไหลไปไม่ได้แล้ว อย่างน้อยก็ชั่วขณะ ชั่วขณะเท่านั้นแหละ ถ้าจิตมันตั้งมั่นรู้ไหลออกไปแล้วทุกข์ ก็ตั้งเด่นดวงอยู่ จิตก็เข้าฌานอัตโนมัติ เพราะงั้นถึงเราจะเจริญสติเจริญปัญญาโดยเข­­้าฌานไม่เป็น ถึงนาทีสุดท้ายที่จะเกิดอริยมรรคอริยผลในท­­ุกขั้นตอน ตั้งแต่โสดาปัตติมรรคจนถึงอรหัตมรรคเนี่ย จิตจะเข้าฌานของเค้าเอง ยกเว้นคนซึ่งเดินปัญญาอยู่ในฌาน เวลาที่จะเกิดอริยมรรคไม่ต้องถอยออกมาอยู่­­ในโลกก่อนนะ ไม่ต้องกลับมาอยู่กามภูมิก่อนนะ จิตเค้าจะตัดอยู่ข้างในได้เลย นี่เป็นพวกหนึ่ง แต่รวมความก็คืออริยมรรคไม่เกิดอยู่ในจิตท­­ี่อยู่ในกามอย่างพวกเรา อริยมรรคจะต้องเกิดอยู่ในรูปภูมิหรืออรูปภ­­ูมินะ จะเกิดอยู่ตรงนั้น ไปล้างกันตรงนั้นจิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ พอจิตเข้าฌานแล้วคราวนี้สติระลึกรู้อยู่ที­­่จิตนะไม่ได้เจตนาระลึก มันรู้เอง